Sunday, January 14, 2018

9 MOST FAVORITE CHARACTERS

9 MOST FAVORITE CHARACTERS

1.Lena, the bank clerk (Katharina Thalbach) in THE SECOND AWAKENING OF CHRISTA KLAGES (1977, Margarethe von Trotta, West Germany)

2. Carnelle (Holly Hunter) in MISS FIRECRACKER (1989, Thomas Schlamme)

3.Shirley Valentine (Pauline Collins) in SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert)

4.แมงมุม (ฮึงลี้) ใน “ดาบมังกรหยก” เวอร์ชั่นเหลียงเฉาเหว่ย

5.Queen Akasha (Aaliyah) in QUEEN OF THE DAMNED (2002, Michael Rymer)

6.สิงห์สาวหน้ากากเหล็ก (Yoko Minamino) in SUKEBAN DEKA SEASON 2 (TV series, 1985)

7.Thymian (Louise Brooks) in DIARY OF A LOST GIRL (1929, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

8.Ann Talbot (Jessica Lange) in MUSIC BOX (1989, Costa-Gavras)

9.Wai Hoi Yee (Maggie Siu) in CONSCIENCE (1994, Hong Kong TV series)

จริงๆแล้วต้องมี “เวฬุรีย์” (นิสา วงศ์วัฒน์) จาก เพลิงพ่าย (1990) ด้วย แต่หารูปจากละครทีวีเรื่องนี้ไม่ได้เลย


ส่วนตัวละครชายที่อยากได้เป็นผัวมากที่สุด คือ Ted Baker (Brad Johnson) จาก ALWAYS (1989, Steven Spielberg) แต่ก็หารูปดีๆของ Brad Johnson จากหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยได้เหมือนกัน

Saturday, January 13, 2018

Agnès Varda’s films in my preferential order

Agnès Varda’s films in my preferential order

1.LES CREATURES (1966)

2.VAGABOND (1985)

3.DAGUERREOTYPES (1976, documentary)

4.CLEO FROM 5 TO 7 (1961)

5.KUNG-FU MASTER (1987)

6.THE GLEANERS & I (2000, documentary)

7.LES DITES CARIATIDES (1984, documentary)

8.LE BONHEUR (1965)

9.THE YOUNG GIRLS OF ROCHEFORT (1967, with Jacques Demy)

10.JACQUOT DE NANTES (1991)

11.FACES PLACES (2017, documentary)

12.YDESSA, THE BEARS, AND ETC. (2004, documentary)

13. THE GLEANERS & I: TWO YEARS LATER (2002, documentary)

14.THE YOUNG GIRLS TURN 25 (1993, documentary)

ตอนนี้ไม่แน่ใจว่า เราเคยดู THE UNIVERSE OF JACQUES DEMY (1995) หรือเปล่า เราว่าเราอาจจะเคยดูหนังเรื่องนี้ที่ Alliance Française นะ แต่ก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม มีใครจำได้บ้างไหมว่าหนังเรื่องนี้เคยฉายที่ Alliance หรือเปล่า

แต่หนึ่งในสิ่งที่เราภูมิใจสุดๆก็คือว่า Alliance Française ในกรุงเทพ เคยให้เราเลือกหนังฝรั่งเศส 10 เรื่องใน catalogue ของ Alliance มาฉายในช่วงปลายปี 2008 ถึงต้นปี 2009 ด้วย และเราก็เลยเลือก JACQUOT DE NANTES ของ Varda เป็นหนึ่งในสิบเรื่องนั้น เราก็เลยภูมิใจมากว่าๆ เรานี่แหละที่เป็นคนทำให้ JACQUOT DE NANTES ของวาร์ดา ได้เคยเปิดฉายในกรุงเทพในวันที่ 25 ก.พ. 2009 :-)
ส่วน ONE SINGS, THE OTHER DOESN’T (1977) นั้น เรายังไม่ได้ดู แต่อยากดูมากๆ


Sunday, January 07, 2018

NIRANAM YUMMAYOOSHI (2015, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, A+30)

NIRANAM YUMMAYOOSHI (2015, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, A+30)

--สงสัยว่า Yummayooshi แปลว่าอะไร
--ชอบตอนที่ภาพการแกะสลักรูปปั้นซ้อนทับกับภาพหมา และภาพท้องทะเลที่มีหมาวิ่งเล่น เหมือนเรามักจะชอบหนังที่มี superimposition อยู่แล้วน่ะ และวิดีโอนี้ก็เล่นกับเทคนิคนี้มากๆ
--ตอนแรกนึกว่ายาวแค่5 นาที ก็ยืนดูไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า 15 นาทีแล้วยังไม่จบ 555

--ปรากฏว่า video installation ที่ดูในช่วงระยะนี้ เป็นวิดีโอบันทึกการสร้างผลงานประติมากรรมทั้งนั้นเลย ทั้งวิดีโอ THE MAKING OF KIRATI’S SCULPTURE (2017, Chulayarnnon Siriphol) ที่ Bangkok CityCity Gallery และ 246247596248914102516...AND THEN THERE WERE NONE (2017, Arin Rungjang) ก็มีบางส่วนที่เป็นการบันทึกการสร้างงานประติมากรรมเหมือนกัน 

REVENGER SQUAD

24 HOURS TO LIVE (2017, Brian Smrz, South Africa, A+20)

ชอบตัวละครนางเอก จองเป็นตัวนี้


GANDARRAPIDDO! THE REVENGER SQUAD (2017, Joyce Bernal, Philippines, A+5)

ถ้าพจน์ อานนท์ กำกับ SAILOR MOON มันก็คงจะออกมาแบบนี้แหละ 555

อีกอย่างนึงที่น่าจะเหมือนหนังพจน์ อานนท์ก็คือว่า มันพาดพิงมุกตลกภายในประเทศเยอะมาก ซึ่งคนนอกอย่างเราดูแล้วก็จะไม่เข้าใจ คือประมาณได้ว่า คนดูฟิลิปปินส์หัวเราะไปแล้ว 10 ครั้ง เราจะหัวเราะไปแค่ 2 ครั้ง เพราะ 80% ของมุกตลกในหนังเป็นเรื่องราวในวัฒนธรรมและสังคมฟิลิปปินส์

ฉากที่ชอบที่สุดในหนัง อยู่ช่วงต้นเรื่อง ซึ่งก็คือฉากที่แก๊งกะเทยของนางเอก ปะทะกับแก๊งกะเทย 3 คนในสนามแข่งรถ

จริงๆแล้วเราอยากให้หนังเรื่องนี้เน้นตลกมากกว่าดราม่านะ แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ให้น้ำหนักกับดราม่ามากพอสมควร ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะชอบอะไรแบบนี้ คือเราชอบหนังผี, หนังตลก, หนังรักโรแมนติก หรือหนัง genre ต่างๆที่มีดราม่าเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย แต่ปรากฏว่า ดราม่าเรื่องครอบครัวหรืออะไรต่างๆในหนังเรื่องนี้ มันเป็นดราม่าที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกจริงๆรองรับอยู่น่ะ เพราะฉะนั้นแทนที่ “ความเป็นดราม่า” ในหนังเรื่องนี้ จะช่วยให้หนังเข้าทางเรา มันกลับทำให้เรารู้สึกเบื่อหนังแทน และเราอยากให้หนังเล่นตลกไร้สาระ ด่าๆทอๆเหี้ยๆห่าๆไปเรื่อยๆมากกว่า

ส่วนหนังที่เราว่า “ดราม่า” แล้วเข้าทางเรามากๆ คือหนังอย่าง “ฮัลโหล จำเราได้ไหม” ซึ่งมีความเป็นหนังสยองขวัญแค่ 30-40% แต่มี “ความดราม่าชีวิตต้องสู้ + รักเลสเบียน” ซะ 60-70% และเราว่าไอ้ส่วนที่เป็นดราม่าใน “ฮัลโหล จำเราได้ไหม” มันผูกพันกับอารมณ์ความรู้สึกจริงๆของมนุษย์น่ะ เพราะฉะนั้นความดราม่ามันเลยช่วยเสริมหนังให้หนักแน่นมากๆ ในขณะที่ความดราม่าใน THE REVENGER SQUAD กลับไปถ่วงหนังแทน


Thursday, January 04, 2018

BATHING WITH FIGHTING FISH (2016, Watjakorn Hankoon, 13min, A+25)

BATHING WITH FIGHTING FISH (2016, Watjakorn Hankoon, 13min, A+25)
อาบน้ำกับปลากัด (วัจน์กร หาญกุล)

ถ้าหากใครชอบ “ยามน้ำฟ้าตกมาสู่เฮา” เราก็ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยนะ เราเข้าใจว่าอาบน้ำกับปลากัดมันเป็นภาคแรก ส่วน “ยามน้ำฟ้าตกมาสู่เฮา” มันเป็นภาคสองน่ะ เพราะหนังสองเรื่องนี้มีตัวละครเป็นเด็กชายวัย 11 ขวบชื่อ “เบส” และ “บีม” เหมือนกัน และน่าจะใช้นักแสดงกับสถานที่ถ่ายทำที่เดียวกันด้วย


เราว่า “ยามน้ำฟ้าตกมาสู่เฮา” มีความ cinematic กว่า “อาบน้ำกับปลากัด” แต่ “อาบน้ำกับปลากัด” มีความ homoerotic สูงกว่า เพราะมีฉากเด็กชายสองคนอาบน้ำด้วยกัน และมีฉากขี่จักรยานแบบเท้าแนบเท้ากันอย่างเริงระรื่นชื่นบานสราญเริงสุขแบบในภาพนี้

Tuesday, January 02, 2018

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS OF THE YEAR 2017

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS OF THE YEAR 2017

ชอบ Ruby Rose จากหนังเรื่อง RESIDENT EVIL: THE FINAL CHAPTER (2016, Paul W.S. Anderson), XXX: RETURN OF XANDER CAGE (2017, D.J. Caruso), JOHN WICK: CHAPTER 2 (2017, Chad Stahelski) และ PITCH PERFECT 3 (2017, Trish Sie, A)


เห็นมาดเธอและใบหน้าเธอแล้ว อยากให้เธอได้บทดีๆแบบ Zoe Lund และ Beatrice Dalle น่ะ แต่เรากลัวว่า ถ้าหากเธอยังเล่นแต่หนังฮอลลีวู้ดโง่ๆต่อไป เธอก็อาจจะกลายเป็นแค่ Michelle Rodriguez คนที่สอง

Sunday, December 31, 2017

28 UP (1984, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

28 UP (1984, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

--ชอบฉากที่นีล ซึ่งเป็นคนไร้บ้าน พูดถึง “พระเจ้า” มากๆ

--ชอบปีเตอร์มากๆที่ด่ามาร์กาเร็ต แธทเชอร์อย่างรุนแรง แต่น่าเสียดายที่เขาถูกสื่อมวลชนเลวๆโจมตี เขาก็เลยถอนตัวออกไปเลยหลังจากแสดงใน 28 UP และไม่ยอมมาให้สัมภาษณ์ใน 35 UP, 42 UP กับ 49 UP แต่พอเขาแก่ตัวแล้ว เขาก็กลับมาปรากฏตัวใหม่อีกใน 56 UP เพื่อโปรโมทวงดนตรีของตัวเอง 555

--ในภาค 4 นี้ หลายคนมีครอบครัว มีลูกแล้ว และปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ว่า สามีกับภรรยาจะแบ่งภาระหน้าที่ในการเลี้ยงลูกยังไง สามีหรือภรรยาต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่อินกับประเด็นนี้ 555

--เหมือนผู้สร้างหนังพยายามจะสะท้อนปัญหาสังคมเรื่องคนรวย คนจน แต่ “คนจน” หลายคนในเรื่อง ก็บอกว่าตัวเองไม่อิจฉาคนรวยเลย ตัวเองมีความสุขดี ตัวเองมีทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแล้ว แม้แต่นีล ซึ่งเป็นคนไร้บ้าน ก็บอกว่าตัวเอง content กับชีวิต

ซึ่งเราเชื่อว่า หลายคนพูดจริงนะ เพราะ “คนจน” หลายคนในเรื่อง มีบ้านอยู่สุขสบายน่ะ คือย่าน “working class neighborhood” ของคนจนผิวขาวชาวอังกฤษในหนังเรื่องนี้ ดูเผินๆมันก็เหมือนย่านชนชั้นกลางในกรุงเทพน่ะ มันไม่ได้เป็นแฟลตนรกแบบในหนังของ Mike Leigh หรือ Ken Loach

คือดูแล้วเห็นได้ชัดเลยว่า “ชนชั้นแรงงาน” ผิวขาวในอังกฤษนี่ ฐานะดีกว่าเราหลายเท่า คือเราอายุ 44 ปีแล้ว ยังไม่มีเงินซื้อบ้านหรือคอนโดของตัวเองเลย แต่ชนชั้นแรงงานในอังกฤษนี่ อายุ 20 กว่าปี ก็มีบ้านหลังเล็กอยู่อย่างสุขสบายแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

ตัวโทนี่ ก็น่าสนใจมาก คือเขาทำงานเป็นคนขับรถแท็กซี่ แต่พอโตขึ้นจนอายุ 49 ปี เขาก็มีบ้านสองหลังในอังกฤษ และก็มีบ้านอีกหลังนึงในสเปนด้วย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าการทำงานขับรถแท็กซี่ 20 กว่าปี จะส่งผลให้เรามีเงินซื้อบ้านได้ถึง 3 หลัง อาชีพนี้ทำเงินได้ดีเกินคาดจริงๆ

แต่แน่นอนว่า หลายคนในหนังก็ย้ำแหละว่า พวกเขาคือตัวเขาเอง พวกเขาไม่ใช่ “representation” ของคนกลุ่มใดกลุ่มนึงแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเราก็ไม่สามารถเหมารวมได้หรอกว่า เราสามารถตัดสิน “ชนชั้นแรงงาน” ในอังกฤษ โดยดูจากคนหลายๆคนในหนังเรื่องนี้ได้

--ถ้าเข้าใจไม่ผิด ในหนังชุด UP SERIES ชุดนี้นั้น ผู้สร้างหนังแค่นัดเจอ subjects แต่ละคนทุกๆ 7 ปีน่ะ คือไม่ได้ตามถ่ายตลอดเวลา คือเหมือนกับว่า พอครบ 7 ปี subjects แต่ละคนก็ไปนั่งให้สัมภาษณ์บวกกับให้ถ่ายภาพชีวิตแค่ 1-2 วันเท่านั้นเอง หนังมันเลยไม่ได้ “สุดยอด” มากเท่าที่ควร เพราะหนังไม่ได้ถ่ายให้เราเห็นชีวิตประจำวันของตัวละคร หนังแค่ให้ตัวละครมาเล่าสรุปชีวิตตัวเองในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า subjects หลายๆคนก็คงไม่เปิดเผยด้านลบของตัวเองมากนัก


แต่แค่นี้ก็ชอบหนังสุดๆแล้วนะ เพียงแต่ว่าตัว subjects กับผู้สร้างคงไม่ได้สนิทกันมากนักน่ะ เพราะนัดเจอกันแค่ 7 ปีครั้งนึง แล้วก็ถ่ายทำกันแค่วันสองวันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมันก็เลยอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งเหมือนหนังสารคดีบางเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังสารคดีเรื่อง ROMANS D’ADOS 2002-2008 (2010, Béatrice Bakhti, Switzerland) ที่ถ่ายทำชีวิตเด็กวัยรุ่นนาน 6 ปี เราว่าหนังเรื่องนั้นถ่ายทอด “ส่วนลึก” ในตัว subjects แต่ละคนได้ดีกว่า UP SERIES มากๆ แต่มันก็ดีกันไปคนละแบบน่ะแหละ คือ ROMANS D’ADOS มันลึกได้ เพราะมันเจาะช่วงเวลาแค่ 6 ปี ในขณะที่ UP SERIES คง “ลึก” ไม่ได้ เพราะมันครอบคลุมเวลา 49 ปีเข้าไปแล้ว

21 UP (1977, Michael Apted, documentary, UK, A+30)

21 UP (1977, Michael Apted, documentary, UK, A+30)

ทำไมดูแล้วร้องห่มร้องไห้ ทั้งๆที่เนื้อหาของหนังก็เป็นแค่เรื่องราวชีวิตคนธรรมดากลุ่มนึง บางทีคงเป็นเพราะเราได้เห็นอดีตและอนาคตของแต่ละคนมั้ง คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เพียงแค่สัมภาษณ์คนธรรมดา 14 คนขณะอายุ 21 ปี เราก็คงไม่รู้สึกอะไรมากขนาดนี้ แต่นี่เป็นเพราะเรารู้จัก “อดีต” ของแต่ละคนเป็นอย่างดี และเป็นเพราะเรารู้ว่า “อนาคต” ของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร เราก็เลยเกิดความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเมื่อได้เห็นแต่ละคนขณะอายุ 21 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ชายแต่ละคนอยู่ในช่วงที่ดูดี น่ากินที่สุดแล้ว

นีลคงเป็น “subject” ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเรา ชีวิตเขามันชิบหายมากๆ และเราว่าสิ่งที่เขาพูดก็น่าสนใจมากๆ

บรูซถือเป็นผู้ชายที่เรารู้สึกสนใจมากที่สุดในแง่ spiritual เราว่าเขาน่าสนใจดี ในแง่ที่ว่า เขาดูเหมือนจะเกิดในครอบครัวฐานะดี และเขาก็เหมือนจะมีความรักความเมตตาความต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากๆ ตอนที่เขาเป็นเด็ก 7 ขวบเขาต้องการจะไปทวีปแอฟริกา เพื่อไปช่วย civilize คนที่นั่น และพอโตขึ้น เขาก็ไปทำงานในบังกลาเทศ เราว่าบรูซเป็นคนที่ตรงข้ามกับเราในแบบที่เราต้องการน่ะ คือเราเป็นคนที่ “ขาดความรัก” แต่บรูซเป็นคนที่ “มีความรักเปี่ยมล้นอยู่ในใจ และต้องการมอบความรักให้เพื่อนมนุษย์” คือเราเป็นคนที่มีพลังในทางลบ หรือพลังอำนาจในการทำลายล้างสูงมาก แต่บรูซเป็นคนที่มีพลังบวกสูงมาก เราก็เลยรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายแบบที่จะช่วยเสริมในสิ่งที่เราขาดได้ 555


แต่ถ้าถามว่าอยากได้ใครเป็นสามีมากที่สุดในเรื่องนี้ ดิฉันก็ขอเลือกนิค นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดค่ะ เราว่านิคเป็นเด็กผู้ชายที่ดูหน้าตาแย่สุดในเรื่องตอน 7 ขวบ แต่กลายเป็นผู้ชายที่ดูน่ากินที่สุดตอนอายุ 21 ปี ผู้ชายบางคนนี่ประมาทไม่ได้จริงๆ เขาอาจจะดูเห่ยมากๆตอนเด็กๆ แต่พอโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์แล้วนี่ ...

246247596248914102516...AND THEN THERE WERE NONE (2017, Arin Rungjang, video installation, A+30)

จุดตัด/กับดักนักท่องเที่ยว (2017, Qenji Yoshida + Wantanee Siripattananuntakul, video installation, A+25)

เสียดายที่ฟังไม่ออกว่าศิลปินสองคนในวิดีโอคุยกันว่าอะไรบ้าง แต่ชอบการบันทึกภาพ urban landscape ในญี่ปุ่นกับในกรุงเทพมากๆ  

246247596248914102516...AND THEN THERE WERE NONE (2017, Arin Rungjang, video installation, A+30)

ถ้าหาก NEVER CONGREGATE, NEVER DISREGARD (2007, Arin Rungjang) ทำให้เราประทับใจกับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล และ GOLDEN TEARDROP (2013, Arin Rungjang) ทำให้เราประทับใจกับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ งานชิ้นล่าสุดของ Arin ก็ทำให้เราประทับใจมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมันเหมือนเป็นการนำเอาพลังของทั้งประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มารวมเข้าไว้ด้วยกัน

ช่วงที่เป็นการแสดงของดุจดาวกับนักแสดงชายอีกคนมันน่าสนใจดีในแง่ที่ว่า  มันทำให้หัวสมองของเราต้องทำงานหนักกว่าปกติ 555 เพราะหัวของเราต้องจินตนาการภาพตามเสียง voiceover ไปด้วย และต้องพยายามตีความว่าท่าทางของนักแสดงกำลังสื่อถึงอะไรไปด้วย และแน่นอนว่า เราตีความไม่ออกหรอก เพราะฉะนั้นพอดูไปเรื่อยๆ เราก็เลยเลิกตีความไปเองว่าท่าทางของนักแสดงเป็นการสื่อถึงอะไร

คือจริงๆแล้วมันมีหนังหลายๆเรื่องที่กระตุ้นให้ผู้ชม “ดูภาพบนจอ” และ “จินตนาการอีกภาพหนึ่งในหัว” ไปพร้อมๆกันน่ะ อย่างเช่นหนังอย่าง A.K.A. SERIAL KILLER (1969, Masao Adachi), THEODOR HIERNEIS OR HOW TO BECOME A FORMER COURT COOK (1972, Hans-Jürgen Syberberg) THE TRUCK (1977, Marguerite Duras), DECODINGS (1988, Michael Wallin) คือหนังกลุ่มนี้จะเล่าเรื่องผ่านเสียงบรรยาย และนำเสนอภาพที่ไม่ตรงกับเสียงบรรยายซะทีเดียว คือผู้ชมจะต้องจินตนาการภาพในหัวของตัวเองไปด้วย และต้องใช้ตาของตัวเองดูภาพบนจอไปด้วย

ซึ่งในบางส่วนของ 246247596248914102516...AND THEN THERE WERE NONE ก็คล้ายๆหนังกลุ่มข้างต้นนะ อย่างเช่นในฉากที่เสียงบรรยายเล่าเรื่องของทูตไทยในนาซีเยอรมนี และเราเห็นภาพของการหล่อประติมากรรมปูนปั้น คือในฉากเหล่านี้ หัวสมองของเราต้อง “จินตนาการภาพในหัวจากเสียงบรรยาย” และ “หาทางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับเสียง” ด้วย


แต่พอเป็นฉากที่เสียงบรรยายเล่าเรื่องของทูตไทยในนาซีเยอรมนี และเราเห็นภาพการแสดงของดุจดาว มันเหมือนกับว่าหัวสมองของเราต้องทำงานหนักขึ้นน่ะ เพราะภาพที่เห็นมันก็เป็นภาพที่ “กระตุ้นจินตนาการ” ในตัวของมันเอง มันเหมือนกับว่าลีลาการเคลื่อนไหวของดุจดาวกับนักแสดงชายอีกคนมันกระตุ้นให้เราตีความ หรือจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในภาพนั้นๆด้วย มันก็เลยเหมือนกับว่า ทั้ง “เสียง voiceover” ก็กระตุ้นให้เราจินตนาการภาพนึง (อย่างเช่นภาพทหารรัสเซียจำนวนมาก) และ “ลีลาของดุจดาว” ก็กระตุ้นให้เราจินตนาการถึงอะไรอย่างอื่นอีก และเราก็ต้องหาทางเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันอีก มันก็เลยเป็นอะไรที่น่าสนใจดี 

7 PLUS SEVEN (1970, Michael Apted, documentary, A+30)

7 PLUS SEVEN (1970, Michael Apted, documentary, A+30)

หลังจากดูภาค 1, ภาค 7 และภาค 8 ไปแล้ว ก็ได้เวลาดูภาคสอง นี่เรากะว่าจะดูภาค 3-6 ให้ทันก่อนปีใหม่ ยังลุ้นอยู่ว่าจะทันไหม 555

ทำไมดูแล้วรู้สึกเจ็บปวดก็ไม่รู้ เหมือนข้อคิดหลักที่ได้จากการดูหนังสารคดีที่ถ่ายทำยาวนาน 49 ปีชุดนี้ก็คือว่า “เด็กคนไหนเกิดมารวย ก็มีชีวิตที่ร่ำรวยและสุขสบายตลอดไป ใครเกิดมาจน ก็จนตลอดไป”

หนึ่งใน sequence ที่เจ็บปวด ก็คือฉากที่ตัดสลับเด็กๆหลายคนพูดถึงการท่องเที่ยวของตัวเอง เด็กหลายคนพูดถึงการไปเที่ยวเมืองนอก ไปเที่ยวประเทศต่างๆอย่างสนุกสนาน อย่างเช่นไปเล่นสกีที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่เด็กผิวดำบอกว่า เขาเคยไปเที่ยวแค่พิพิธภัณฑ์ต่างๆที่ทางโรงเรียนพาไปเท่านั้น อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของมาดามทุสโซด์


เหมือนเราเห็นตัวเองในฉากนั้นน่ะ ในแง่นึงเราก็เหมือนเด็กผิวดำคนนั้นใน UP SERIES คือในขณะที่เพื่อนๆหลายๆคนใน facebook ไปเที่ยวเมืองนอกกันโครมๆ แต่สำหรับเรานั้น ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้ไปไกลสุดแค่จังหวัดนครปฐมเพื่อดูหนังที่ศาลายาเท่านั้น 555

Thursday, December 28, 2017

SEVEN UP! (1964, Paul Almond, UK, documentary, A+30)

SEVEN UP! (1964, Paul Almond, UK, documentary, A+30)

พอดีช่วงต้นปีได้ดู 49 UP (2005, Michael Apted+Paul Almond) กับ 56 UP (2012, Michael Apted + Paul Almond) ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปแล้ว ก็เลยมาตามดูภาคแรกๆในช่วงปลายปี

พอมาดูภาคแรกแล้วแทบร้องไห้ เพราะ Neil ในภาคแรกนี่ สดใส น่ารักมากๆๆๆๆๆๆ คือเราเห็นเขาแล้วเราจินตนาการได้เลยว่า เขาต้องมองโลกสดใสขนาดไหนในตอนที่ยังเป็นเด็ก 7 ขวบในตอนนั้น

แต่พอดีเราดูสองภาคล่าสุดไปแล้ว เราก็เลยรู้ดีว่า เด็ก 7 ขวบที่เต็มไปด้วยความสดใสและความหวังเปี่ยมล้นในชีวิตนี่แหละ ที่โตขึ้นมาจะต้องเผชิญกับความยากจน กลายเป็นคนไร้บ้าน และชีวิตจะโหดร้ายและโบยตีเขาอย่างรุนแรงมากขนาดไหน

นีลตอน 7 ขวบในปี 1964 ยังไม่รู้อนาคตของตัวเอง เขายังคงสดใสร่าเริงอยู่ เขาไม่รู้หรอกว่า ความขมขื่นและความเจ็บช้ำรอเขาอยู่ในอนาคต


ส่วนเราคนดูในปี 2017 เรารู้อนาคตของนีลแล้ว มันทำให้เรานึกถึงความเชื่อทางศาสนาขึ้นมาเลยนะ ความเชื่อที่ว่า อยากจะนิพพานไปซะ ไม่อยากจะเกิดมาเป็นมนุษย์อีกต่อไป