Tuesday, August 15, 2017

TALKING ABOUT GHOSTS AND DEVILS IN FILMS

--อ่านที่สองคนคุยกันแล้วได้ความรู้ดีมาก :-)

--ส่วนเรานั้น เราเดาว่าเราคงอินและกลัวซาตาน/ปีศาจเหมือนกันนะ เพราะส่วนใหญ่หนังผีฝรั่งที่เราดูแล้วรู้สึกไม่อินและไม่สนุก มันเกิดจากฝีมือของผู้กำกับหรือเนื้อเรื่องไม่เข้าทางเราน่ะ แต่เราไม่เคยสังเกตว่ามันเป็นเพราะเรื่องของซาตานแล้วเราเลยไม่อิน เราเดาว่าอาจจะเป็นเพราะเนื้อแท้แล้วเราเป็นคน “ไม่มีศาสนา” หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราเลยกลัวภูตผีปีศาจของทุกศาสนา 555 คือเหมือนกับว่าคนพุทธไม่กลัวปีศาจของคริสต์ คนคริสต์ไม่กลัววิญญาณคนตายแบบคนเอเชีย แต่กูไม่มีศาสนา กูเลยกลัวหมดทุกอย่างเลย 555

คือจริงๆแล้วเราว่าเรากลัวปีศาจของฝรั่งมากกว่าวิญญาณคนตายอีกนะ คือเราเข้าใจเหมือนอย่างที่คุณจักรพงษ์เขียนว่า มันมี 1.“วิญญาณคนตาย”  2.มันมีปีศาจ (เราเข้าใจว่าเหมือนอยู่กลุ่มเดียวกับซาตาน หรือเป็นลูกสมุนซาตาน)  ที่ไม่ใช่วิญญาณคนตาย แต่เป็นเหมือนอำนาจชั่วร้ายที่คอยยุยงให้คนทำชั่วหรือจิตใจเศร้าหมอง คือปีศาจพวกนี้เป็นพวกยุยงให้เกิดฆาตกรโรคจิตอะไรทำนองนี้น่ะ แล้วยิ่งมันคอยยุยงให้คนทำชั่วได้มากเท่าไหร่ หรือจิตใจเศร้าหมองมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีความสุข หรือยิ่งทรงพลังอำนาจมากเท่านั้น
แล้วเราเข้าใจว่า “ปีศาจ” พวกนี้มันปราบยากกว่าวิญญาณคนตายอีกน่ะ เราก็เลยกลัวมันมากกว่าวิญญาณคนตาย

คือเหมือนกับว่า concept เรื่องปีศาจข้างต้น มันผูกโยงกับเรื่องที่เราสนใจน่ะ นั่นก็คือเรื่องการต่อสู้กันระหว่างความดีความชั่วในใจมนุษย์, temptation, การที่คนจิตใจเศร้าหมองแล้วนำไปสู่การฆ่าตัวตายหรือทำร้ายคนรอบข้าง แล้วเราก็กลัวฆาตกรโรคจิตมากๆด้วย เพราะฉะนั้นพอเราอินกับ concept เรื่องปีศาจ มันก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เราอินกับหนังที่พูดเรื่องซาตานด้วยมั้ง

--แต่เราว่า ANNABELLE: CREATION เอาปีศาจมาใช้ได้อย่างไม่ทรงพลังน่ะ คือเรารู้สึกว่าตัวเด็กที่ถูกสิง มันไม่ได้ทำอะไรผิดจนถึงขั้นที่จะให้ปีศาจมาสิงมันได้น่ะ คือการที่ปีศาจเข้าสิงเด็กหญิงคนนั้นได้มันไม่เข้ากับ concept ปีศาจที่มีอยู่ในใจเรา เราก็เลยเหมือนไม่อินตรงจุดนี้

แต่เราจะกลัว “ตัวละครที่ต่อต้านพระเจ้า” แบบตัวผู้ร้ายใน PRISONERS (2013, Denis Villeneuve) มากๆ คืออันนี้ไม่ต้องมีปีศาจ, ซาตาน หรืออะไรเหนือธรรมชาติเลย แต่มันคือปีศาจในร่างมนุษย์จริงๆ คือในแง่นึงเรารู้สึกว่าตัวละครผู้ร้ายใน PRISONERS นี่แหละ คืออะไรที่เรากลัวที่สุด เพราะมันคือมนุษย์เดินดินที่มีจิตใจเข้าใกล้ความเป็นปีศาจหรือซาตานมากที่สุด แล้วมันไม่ใช่มนุษย์ที่เกิดมาแล้วเลวโดยกำเนิดด้วย แต่มันเป็นมนุษย์ที่รู้สึกว่าโดนโชคชะตาหรือพระเจ้ากลั่นแกล้ง แล้วมันเลยหันมาต่อต้านพระเจ้า

--ส่วนหนังที่เรากลัวหรืออินนั้น ส่วนใหญ่เราไม่แยกแยะระหว่างผีกับปีศาจน่ะ คือถ้าผู้กำกับมันเก่ง เราก็กลัวหรืออินหมด โดยเฉพาะผู้กำกับที่สามารถสร้างบรรยากาศได้ “ขลัง” จริง  อย่างเช่น FEBRUARY (2015, Oz Perkins) ที่เป็นเรื่องของเด็กสาวบูชาปีศาจนั้น เราดูแล้วอินที่สุด หรือหนังเกี่ยวกับซาตาน/ปีศาจอย่าง ANGEL HEART (1987, Alan Parker) เราก็ชอบสุดๆ (คือไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัว แต่รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่สวยมากๆ) แต่ในขณะเดียวกัน หนังอย่าง FROM A HOUSE ON WILLOW STREET (2016, Alaistair Orr, South Africa) หรือ THE FAITH OF ANNA WATERS (2016, Kelvin Tong, Singapore) ที่เป็นเรื่องของการบูชาซาตานเหมือนกันนั้น เรากลับดูแล้วรู้สึกว่าน่าเบื่อสุดๆ คือหนัง 4 เรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวละครที่บูชาปีศาจเหมือนกัน แต่ความอินหรือไม่อินในแต่ละเรื่องมันขึ้นอยู่กับฝีมือการกำกับมากกว่า

--ชอบหนังเกือบทุกเรื่องที่น้องปราปต์ยกรายชื่อมา โดยในรายชื่อที่ยกมานั้น เราชอบ IT FOLLOWS มากที่สุด เราว่ามันกำกับดีมาก และมันเหมือนการ “เล่นเกม” ที่มีกติกาในการเล่น มันเลยสนุกมากสำหรับเรา และก็ชอบ THE BABADOOK มากเป็นอันดับสอง เพราะตัวละครมันมีปมทางจิตที่รุนแรงมากๆ ส่วนอันดับสามคงเป็น BEFORE I WAKE เพราะเราว่าตัวละครมันมีพลังพิเศษที่น่าสนใจดี

THE SIXTH SENSE เราว่ามันก็ดี แต่มันเหมือนหนังที่เน้น twist มากเกินไปน่ะ, BYE BYE MAN เราชอบแต่ไม่สุดๆ, THE SHINING เราได้ดูตอนเด็กมากๆ เราเลยยังไม่เข้าใจมันเท่าไหร่ ส่วน IT เวอร์ชั่นมินิซีรีส์ปี 1990 นั้น เราชอบสุดๆ เพราะมันสนุกดี และก็กลัวมันในระดับปานกลาง ส่วน CRIMSON PEAK นั้นเราว่าเป็นหนังที่สวยดี ส่วน DON’T BE AFRAID OF DARKNESS นั้น เป็นหนังที่สนุกดี แต่เราจะไม่กลัวทั้ง CRIMSON PEAK และ DON’T BE AFRAID OF DARKNESS คือชอบ CRIMSON PEAK เพราะ production desigh ส่วน DON’T BE AFRAID OF DARKNESS นั้น ชอบเนื้อเรื่อง แต่เหมือนผี+สัตว์ประหลาดในสองเรื่องนี้ไม่ทำให้เรากลัว

--แต่เราก็เห็นด้วยกับน้องปราปต์ในด้านนึงนะ คืออยากให้มีการสร้างภูตผีปีศาจแบบใหม่ๆน่ะ คือมันอาจจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับซาตานหรือไม่ก็ได้ แต่อยากให้มันเป็นปีศาจร้ายที่มีลักษณะเด่นจำเพาะของตัวเองอะไรทำนองนี้ แบบ Freddy Kruger ไม่ใช่ซาตานที่มีอิทธิฤทธิ์ล้นฟ้า

คือนึกถึงหนังผี/สยองขวัญแบบ BOOGEYMAN (2005, Stephen Kay), THE CURSE (1988, Ralf Huettner, Germany), HOTEL (2004, Jessica Hausner, Austria), THE LOCALS (2003, Greg Page, New Zealand), IN THE MOUTH OF MADNESS (1994, John Carpenter) อะไรพวกนี้น่ะ เราว่าหนังพวกนี้มันก็น่ากลัวมากๆสำหรับเราเหมือนกัน แต่ความน่ากลัวของมันส่วนใหญ่มันมาจาก “บรรยากาศ” ในหนังน่ะ ในขณะที่ผู้ร้ายในหนัง เราไม่สนใจจะแยกแยะมันด้วยซ้ำว่ามันเป็นผีหรือปีศาจ

--แต่จริงๆแล้วเวลาดูหนังผีเราไม่ค่อยกลัวนะ ไม่เหมือนหนังฆาตกรโรคจิต เพราะในชีวิตจริงเราจะกลัวฆาตกรโรคจิตมากกว่ากลัวผี

เราว่าสิ่งที่ทำให้เรากลัวมากที่สุด คือเวลาอ่านคอลัมน์ “ประสบการณ์ปีศาจ” ในนิตยสารต่วยตูนพิเศษ, คอลัมน์เรื่องผีในนิตยสารลลนา หรือในนิตยสารประเภท “โลกทิพย์” อะไรทำนองนี้น่ะ เพราะมันเขียนแบบ “เรื่องจริง” เวลาอ่านเราก็มักจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง เราเลยกลัวมันมากๆ แล้วก็เลยพาลกลัวเวลาอาบน้ำ หรือเวลานอนคนเดียวด้วย


ปัจจุบันนี้คงเป็นเรื่องผีใน Pantip นี่แหละมั้งที่ทำให้เรากลัว เพราะมันเขียนแบบ “เรื่องจริง” เหมือนกัน สรุปว่าการอ่านเรื่องผีใน Pantip ทำให้เรากลัวมากกว่าการดูหนังผีหลายเท่า แต่เราก็ดูหนังผีเพราะมัน “สนุก” มากกว่าเพราะมันทำให้เรากลัวน่ะ

Monday, August 14, 2017

THE COVER OF THE LAND (2016, Prapt, novel, A+30)

ห่มแดน (2016, ปราปต์, novel, A+30)

1.พอเทียบกับนิยายอีกสองเรื่องของปราปต์ที่เราได้อ่าน ซึ่งก็คือ กาหลมหรทึก (2014) กับนิราศมหรรณพ (2015)  ก็เห็นได้ชัดเลยว่า ปราปต์ยังคงรักษาความสามารถในการสร้างความสนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกเอาไว้ได้ดีมากๆอยู่ เขาเป็นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆเรื่องการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้อ่าน มีการสร้างปมปริศนาลับใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ในระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไป เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านอยากพลิกอ่านหน้าต่อๆไป มีการค่อยๆหยอดข้อมูลให้ผู้อ่านทีละเล็กทีละน้อย เพื่อควบคุมความคิดและการคาดเดาของผู้อ่านที่มีต่อเนื้อเรื่องหรือปริศนาต่างๆในเรื่อง คือความสามารถในการ “เร้าอารมณ์ผู้อ่าน” นี่ต้องยกให้ปราปต์จริงๆ

2.แต่สิ่งที่เราว่ามันพัฒนาขึ้นมาจาก กาหลมหรทึก และ นิราศมหรรณพ ก็คือการลงลึกในจิตใจของตัวละครพระเอกน่ะ ซึ่งอันนี้เป็นอะไรที่เข้าทางเรามากๆ คือเราว่าพระเอกในกาหลมหรทึก กับนิราศมหรรณพ เป็นพระเอกแบบขนบนิยมมากๆน่ะ พระเอกในสองเรื่องนั้นเป็นตำรวจหนุ่มหล่อ เข้มแข็ง นิสัยดี เฉลียวฉลาด คือเป็น “object” of desire มากๆ และเป็นมนุษย์ที่ดีกว่ามนุษย์ทั่วไปมากๆ

แต่แดนเลฑฑุ์ พระเอกของ ห่มแดน นี่เป็นอะไรที่หนักมากๆ คือพระเอกของเรื่องนี้เริ่มเป็น human มากกว่า object แล้ว และเป็น human ที่มีรัก/โกรธ/หลง (แต่ไม่โลภ) อยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม มีความปรารถนาทางเพศที่น่าสนใจ มี flaws ในตัวเอง และมีปมทางจิตที่หนักมากๆ คือมีปมทางจิตที่รุนแรงอย่างน้อย 3 ปมอยู่ในตัว

คือตัวละครพระเอกตัวนี้ในแง่นึงก็เหมือน Russian Doll หรือ Matryoshka doll น่ะ หรือตุ๊กตาที่ซ้อนกันอยู่หลายๆชั้น คือเราได้รู้จักเขาครั้งแรกตอนเป็นหนุ่มอายุ 38 ปี แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินไป เราจะค่อยๆรู้จักประวัติของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และเราก็พบว่าเขามีปมทางจิตในวัยหนุ่ม ซึ่งนั่นก็หนักพอแล้ว แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินไปอีก เราก็พบว่าเขายังมีปมทางจิตในวัยเด็กอีก และสำหรับเราแล้ว เขาเหมือนตุ๊กตา Russian Doll ที่ซ้อนกันอยู่ 4 ชั้นน่ะ

เราว่าสิ่งนี้แตกต่างจากนิยายอีก 2 เรื่องของปราปต์ที่เราได้อ่าน การสร้างปมทางจิตและประวัติของตัวละครแบบนี้ ทำให้ตัวละครพระเอกตัวนี้ทั้งดูเป็น “มนุษย์” มากขึ้น และดู “น่าปรารถนา” มากขึ้นด้วย สำหรับเรา 555 คือเรารู้สึกว่าการที่พระเอกของเรื่องนี้มีปมทางจิต มีบาดแผลทางใจ มันทำให้เรารู้สึก “รัก” และอยากดูแล อยากปลอบโยนเขา มากกว่าพระเอกของกาหลกับนิราศมหรรณพอีกน่ะ มันเหมือนกับว่า การที่พระเอกของสองเรื่องนั้นเป็น object of desire มันกลับดึงดูดเราได้แค่ทาง “กายภาพ” แต่พอพระเอกของห่มแดน มันไม่ได้เป็น object of desire แต่เป็นมนุษย์ปุถุชน มันกลับดึงดูดเราได้ทั้งทาง physical และ mental ด้วย

สรุปว่าจุดนี้แหละ คือจุดที่เราชอบมากที่สุดใน ห่มแดน เราชอบการสร้างตัวละครเอกที่ “มีความลึก” แบบนี้มากๆ และเราว่ามันเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับกาหลและนิราศมหรรณพ คือจริงๆแล้วทั้งกาหล, นิราศมหรรณพ และห่มแดน ต่างก็เป็นนิยายประเภท plot-driven เหมือนกันนั่นแหละ ไม่ใช่นิยายแบบ character-driven แต่ด้วยรสนิยมส่วนตัวแล้ว จริงๆเราชอบอะไรแบบ character-driven มากกว่า เพราะฉะนั้นพอได้อ่านนิยายแบบ plot-driven ที่มันมีการลงลึกด้านชีวิตจิตใจของตัวละครด้วย เราก็เลยชอบจุดนี้มากๆ

3.ตัวละคร “กูรข่า” นี่ก็เป็นตัวละครที่น่าจดจำมากๆ เพราะเธอแหวกขนบนางเอกนิยายไทย/หนังไทย เท่าที่เราเคยอ่านหรือดูมามากพอสมควร แต่เราก็ไม่ได้ชอบเธอแบบ personally นะ คือจริงๆเราไม่ได้เกลียดเธอ แต่เราไม่ได้ identify กับเธอ และเราอิจฉาเธอน่ะ เราอยากแย่งผัวเธอ

แต่การที่เราไม่ได้ชอบเธอมากนัก ไม่ได้หมายความว่าตัวละครตัวนี้ “ไม่ดี” นะ เราว่าที่เราไม่ชอบเธอ เป็นเพราะตัวละครตัวนี้มันได้รับการนำเสนออย่างดีมากนั่นแหละ คือตัวละครตัวนี้ไม่ได้มีแต่ด้านดี คิดดี พูดดี ทำดี แบบนางเอกหนังไทยทั่วไป แต่มันมี “ความน่าหมั่นไส้” อยู่สูงมากในตัวละครตัวนี้ด้วย หรือมันมีอุปนิสัยหรือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในตัวละครตัวนี้ ที่ทำให้เรารู้สึกไม่สนิทใจกับตัวละครตัวนี้ด้วย

คือความรู้สึกของเราที่มีต่อ “กูรข่า” คล้ายๆกับความรู้สึกของเราที่มีต่อ “อึ้งย้ง” ในมังกรหยกน่ะ คือมันเป็นตัวละครหญิงที่น่าสนใจมากๆ, กลมมากๆ, เป็นคนดีที่มีข้อบกพร่องในตัวเอง และทั้งอึ้งย้งและกูรข่าเป็นคนดีประเภทที่เราไม่สนิทใจด้วย หรือไม่ identify ด้วยมากนัก คือเหมือนเป็นคนดีที่มีพิษสงสูง อะไรทำนองนี้

สรุปว่า ชอบ “กูรข่า” มากในฐานะ “ตัวละคร” เหมือนกับที่เราชอบ “อึ้งย้ง” ในฐานะตัวละครน่ะ แต่ถ้าหากเจอคนแบบกูรข่าในชีวิตจริง เราก็คงไม่สนิทใจด้วย

4.แต่จริงๆแล้วก็เห็นด้วยกับความคิดของกูรข่าในหลายๆเรื่องนะ แต่พอมันออกมาจากหัวของกูรข่า เราก็เลยรู้สึกแปลกๆหน่อย อย่างเช่น ทัศนคติเรื่องความรักของกูรข่า ที่เราเคยเห็นคนอ่านคนอื่นๆ quote มาแล้วน่ะ คือมันเป็นทัศนคติที่ดีมากจริงๆ ที่ว่า

“รักเพราะมีความสุขที่จะรัก ทำเพราะมีความสุขที่จะทำ และทำเพราะจะได้เห็นเขามีความสุข ไม่ได้ทำหรือรักเพื่อจะมีความสุขหลังจากเขามารักตอบ เธอรักตัวเองมากพอแล้วจึงเผื่อแผ่เขา ไม่ใช่ทำให้เขารักเพื่อเอามาเติมเต็มตน”

เราว่า quote นี้คลาสสิคจริงๆ และมันประหลาดดีด้วยที่มาอยู่ในนิยายปริศนาฆาตกรรมแบบนี้ คือแนวคิดเรื่องความรักอะไรแบบนี้ มันสามารถไปอยู่ในนิยายแนวดราม่าชีวิต หรืออยู่ในหนังที่ปอกเปลือกจิตวิญญาณมนุษย์แบบหนังฝรั่งเศสได้เลย

5.ในส่วนของประเด็นของนิยายนั้น เราชอบมากที่นิยายเรื่องนี้พยายามนำเสนอแนวคิดแบบว่า “อย่าด่วนตัดสินใครง่ายๆ”, “อย่ามองคนด้านเดียว”, “อย่าตัดสินคนด้วยอคติหรือฉันทาคติ” อะไรแบบนี้น่ะ และมันนำเสนอประเด็นนี้ผ่านทางหลากหลายวิธี อย่างเช่น

5.1 การสร้างความลึกให้ตัวละครพระเอก เหมือนที่เราเขียนไปแล้วในข้อ 2

5.2 การที่ผู้อ่านจะเปลี่ยนความรู้สึกต่อตัวละครบางตัว เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป และโดยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปพร้อมๆกับพระเอก อย่างเช่นตอนแรกเราจะเกลียดกูรข่ามากๆ แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป เราจะค่อยๆได้เห็นหลายๆด้านของกูรข่ามากขึ้น และเราจะเริ่มเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อตัวละครตัวนี้ คือเหมือนกับว่า แดนเลฑฑุ์เป็นตัวละครที่ “ลึก” ส่วนกูรข่าเป็นตัวละครที่มีหลายแง่มุม

5.3 ความซับซ้อนของคดีต่างๆในเรื่อง คือความซับซ้อนของคดีต่างๆในเรื่องนี้ มันทำให้เรามองย้อนกลับมาในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วก็พบว่า เราไม่สามารถด่วนตัดสินอะไรได้ง่ายๆเสมอไป และยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ ในโลกยุคปัจจุบันที่กระแสความเห็นทาง social media มันรุนแรงมากแบบนี้

5.4 แต่กลวิธีที่เราชอบมากๆในนิยายเรื่องนี้ คือกลวิธีเล่าเหตุการณ์เดียวกัน แต่เล่าซ้ำ 3 ครั้งจากมุมมองของคน 3 คนที่มองเหตุการณ์ไม่เหมือนกันน่ะ คือพยานคนแรกเห็นตัวละคร A ทำพฤติกรรม ก แล้วเขาก็จินตนาการว่า A คงทำพฤติกรรม ข ต่อไป แต่พยานคนที่สองเห็นเหตุการณ์เดียวกัน เห็น A ทำพฤติกรรม ก เหมือนกัน แต่เขาจินตนาการว่า A คงทำพฤติกรรม ค ต่อไป แต่ทั้ง ข และ ค มันก็เป็นแค่จินตนาการของพยานเท่านั้น มันอาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้

เราว่ากลวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้สนุกมากๆ ดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่ม RASHOMON มากๆ และเราว่ามันสะท้อนปัญหาในชีวิตมนุษย์ได้ดีมากๆด้วย นั่นก็คือปัญหาของการจินตนาการเสริมเติมแต่งเหตุการณ์ต่างๆเอาเอง แล้วดันไปมองว่านั่นคือความจริง

6.ส่วนโครงสร้างของนิยายเรื่องนี้ ที่มีการโยงถึงสถานที่ต่างๆทั่วประเทศไทยนั้น เรามองว่ามันเก๋มากๆ และมันน่าสนใจดี เพราะมันแตกต่างจากโครงสร้างของนิยายเรื่องอื่นๆที่เราเคยอ่านมา

6.1 จุดแรกเลยก็คือว่า เราว่ามันให้ความรู้ดีด้วย เพราะสถานที่ต่างๆในนิยายเรื่องนี้เป็นอะไรที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน การอ่านนิยายเรื่องนี้ก็เลยเหมือนได้ความรู้แบบการอ่าน “สารคดีท่องเที่ยว” ไปด้วย แต่มันสนุกกว่าการอ่าน “สารคดีท่องเที่ยว” น่ะ

คือแน่นอนว่าในแง่ “ความรู้” นิยายเรื่องนี้คงสู้สารคดีท่องเที่ยวไม่ได้อยู่แล้วนะ มันไม่สามารถแทนที่กันได้ แต่เราเป็นคนที่ชอบการผสมกันระหว่าง genre ต่างๆน่ะ เราก็เลยชอบที่นิยายแนวลึกลับตื่นเต้นแบบนี้ มีองค์ประกอบของสารคดีท่องเที่ยวแทรกเข้ามาด้วย มันเป็นการผสมกันของสอง genre ที่น่าสนใจดี

6.2 เราชอบที่บางครั้งการโยงสถานที่ต่างๆในไทย กับเนื้อหาในเรื่อง มันไม่ได้เป็นแค่การที่ตัวละครเดินทางไปยังสถานที่นั้นแบบ road movie น่ะ แต่เป็นการโยงกันผ่านทางพื้นเพของชนชั้นแรงงาน หรือตัวละครประกอบที่เป็นคนจากพื้นที่ต่างๆในชนบททั่วไทย ที่เดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อมาทำงานในอีกเมืองนึง

เราว่าการโยงแบบนี้ มันแตกต่างจากการสร้างภูมิหลังให้ตัวละครประกอบในนิยายทั่วๆไปน่ะ คือในนิยายทั่วไปเวลาตัวละครประกอบมีภูมิหลัง เราก็จะได้รับรู้ “อดีต” ของเขาว่าเขาเคยเป็นใครทำอะไรมาบ้าง คือเราจะได้รับรู้เรื่องราวของตัวละครตัวนั้นใน “มิติเชิงเวลา” เป็นหลักน่ะ

แต่ตัวละครประกอบในนิยายเรื่องนี้ มันมี “มิติเชิงสถานที่” ด้วย มันมีการระบุชัดว่าตัวละครประกอบตัวนี้ มาจากอำเภอไหนในจังหวัดไหนของไทย แทนที่จะบอกแค่ว่า เธอมาจากชนบทแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เพราะฉะนั้นการอ่านนิยายเรื่องนี้ มันก็เลยเหมือนมีการเพิ่มมิติหรือมุมมองที่แตกต่างจากนิยายเรื่องอื่นๆด้วย

สาเหตุที่เราชอบจุดนี้มากๆ คือมันทำให้เรามองคนในชีวิตจริงเปลี่ยนไปด้วยแหละ คือเหมือนก่อนหน้านี้ เวลาเราเดินในซอย แล้วเห็นพ่อค้าหนุ่มหล่อขายปลาหมึกย่าง, คนงานหนุ่มหล่อเข็นรถเข็น, แม่ค้าขายน้ำเต้าหู้, พ่อค้าขายเครป เราอาจจะแค่จินตนาการว่า “ชีวิตพวกเขาเป็นยังไงในปัจจุบัน พวกเขายากลำบากขนาดไหน หรือมีความสุขมากน้อยแค่ไหน” แต่พอเราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราจะแอบสงสัยขึ้นมาว่า แต่ละคนมาจากจุดไหนของไทยด้วย คือเป็นไปได้ที่เราแค่เดินผ่านคนต่างๆ 50 คน ในซอยเราในเวลา 5 นาที คน 50 คนนั้นอาจจะมาจากจังหวัดที่ต่างกันไม่ต่ำกว่า 20 จังหวัดก็ได้ (ซอยเรามีอพาร์ทเมนท์อยู่เยอะ และเราว่าคนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนมหาลัยในกรุงเทพ)

เราก็เลยชอบจุดนี้ของนิยายเรื่องนี้มากๆ คือมันเหมือนเพิ่ม “มิติเรื่องสถานที่” ให้แก่เราเวลาเรามองคนต่างๆน่ะ ซึ่งเป็นจุดที่เราไม่เคยมองมาก่อน

6.3 แต่เราว่าการโยงสถานที่บางอันก็แถมากๆจนฮานะ โดยเฉพาะตอน “สามพันโบก” นี่ เรางงมากๆ คืออ่านรอบแรกแล้วจับไม่ได้เลยว่าเนื้อหาในตอนนั้นมันโยงกับ “สามพันโบก” ตรงไหนฟะ ต้องอ่านรอบสองแล้วถึงจะพอเห็นจุดที่เชื่อมโยงกันได้ 555

7.ทั้ง “ห่มแดน” และ “นิราศมหรรณพ” นี่เราต้องอ่านสองรอบ แล้วถึงจะรู้สึกเข้าใจชัดเจนว่า ตกลงใครทำอะไรที่ไหนเพราะคำสั่งของใคร คือมันซับซ้อนมาก

คือในกาหลมหรทึกนี่ เราอ่านรอบเดียวแล้วเคลียร์เลย อาจจะเป็นเพราะมันมีตัวละครที่อธิบายเรื่องราวต่างๆได้เคลียร์ในตอนท้ายมั้ง

ส่วนใน “ห่มแดน” นี่ มันมีตัวละครผู้ร้ายหลายตัวมาก แล้วมันไม่ใช่ “ผู้ร้ายกลุ่มเดียว” ด้วยไง มันเลยเหมือนมีผู้ร้ายหลายตัวที่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน แล้วบางตัวก็ซ้อนแผนกัน แล้วยังมีตัวละครประเภท “นกสองหัว” หลายตัวมากๆ คืออ่านแล้วจะงง คือเรารู้ว่า A ก่อเหตุ ก แต่เราไม่รู้ว่า A ก่อเหตุ ก เพราะ A รับคำสั่งมาจาก B หรือ A รับคำสั่งมาจาก C หรืออี A คิดจะทำเอง โดยไม่ได้รับคำสั่งจากใคร

คือเหตุการณ์ปริศนาบางอันในห่มแดนนี่มันมีการบงการกันหลายชั้นมากน่ะ คือพออ่านรอบสองแล้วถึงเข้าใจได้ว่า มันมีการยุยง+บงการต่อกันเป็นทอดๆถึง 5 ชั้น อะไรทำนองนี้

แต่เราก็ชอบนะที่มันมีตัวร้ายหลายตัวแบบนี้ แต่บางทีอาจต้องมีภาคผนวกในตอนท้ายไปเลย เพื่อสรุปว่า ตกลงใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ 555

คือตอนอ่านจบรอบแรก เราจะนึกถึงหนังเรื่อง THE BIG SLEEP (1946, Howard Hawks) ที่สร้างจากเรื่องสั้นของ Raymond Chandler น่ะ คือ THE BIG SLEEP มันจะคล้ายกับ ห่มแดน ในแง่ของการสร้างปริศนาลับอย่างไม่หยุดหย่อน ยิ่งตัวละครสืบลึกเข้าไปเท่าใด ก็ยิ่งเจอปริศนาพาสนุกต่อไปเรื่อยๆ แต่พอดูจนจบ เรื่องคลี่คลายแล้ว เรากลับสงสัยว่า “เอ๊ะ แล้วตกลงฆาตกรคนแรกคือใคร” อะไรทำนองนี้ 555 คือเหมือนมันสร้างปริศนา 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ไปเรื่อยๆ แล้วก็ทยอยเฉลยปริศนา 8 9 5 6 4 7 3 2 แล้วก็จบเรื่อง แต่มันไม่ได้เฉลยปริศนาอันที่หนึ่ง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด

แต่พออ่าน ห่มแดน รอบสอง เราก็รู้สึกว่าเรื่องเฉลยเคลียร์หมดนะ เพียงแต่มันซับซ้อนกว่านิยายทั่วไปเท่านั้นเอง

8.ถึงแม้เรารู้สึกว่า “ห่มแดน” มีการลงลึกทางจิตใจตัวละครในแบบที่เข้าทางเราสุดๆ แต่เราก็อาจจะชอบนิยายเรื่องนี้น้อยกว่ากาหลมหรทึก กับนิราศมหรรณพ หน่อยนึงนะ

คือเราว่า “ห่มแดน” มันอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากที่สุด เมื่อเทียบกับนิยายอีกสองเรื่องน่ะ คือตัวละครฝ่ายผู้ร้ายในเรื่องนี้ ไม่ได้มีความบ้าแบบในเรื่องอื่นๆ ตัวละครผู้ร้ายในเรื่องนี้ มีแรงจูงใจที่สมเหตุสมผลมากกว่าผู้ร้ายในเรื่องอื่นๆ แต่เราอาจจะรู้สึกว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” แบบในกาหลมหรทึก มัน “ระทึก” กว่าผู้ร้ายสติดีแบบใน ห่มแดนน่ะ

และเราก็ชอบ “โลกแฟนตาซี” แบบในนิราศมหรรณพมากกว่าด้วยน่ะ 555 เราว่าการที่ห่มแดนเลือกที่จะอยู่ใน “โลกแห่งความเป็นจริง” มันก็เป็นข้อดีในตัวมันเอง เพราะมันไม่ซ้ำกับในนิราศมหรรณพ และมันก็อาจจะสร้างความพึงพอใจให้ผู้อ่านบางกลุ่มด้วย

แต่ด้วยรสนิยมส่วนตัวของเรานั้น เราชอบ “โลกแฟนตาซี” แบบนิราศมหรรณพมากกว่าน่ะ มันรู้สึก “อิสระ” ดี คือการได้เข้าไปผจญภัยในโลกแฟนตาซีแบบนิราศมหรรณพ มันรู้สึกไม่มีขีดจำกัดดีน่ะ ขีดจำกัดคือ “จินตนาการของเรา” เองเท่านั้น

ใน “ห่มแดน” นั้น เรารู้สึกอึดอัดกับโลกแห่งความเป็นจริงน่ะ คือมันไม่ใช่ข้อเสียอะไรหรอก เราแค่จะบอกว่า รสนิยมส่วนตัวของเรา ชอบโลกแฟนตาซีเพราะมันทำให้เรารู้สึกอิสระ และโลกแห่งความเป็นจริงทำให้เรารู้สึกอึดอัด เท่านั้นเอง

9.ถ้าเทียบสไตล์ของนิยาย 3 เรื่องนี้แล้ว กาหลมหรทึก จะทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนอ่าน Agatha Christie นะ, ส่วนนิราศมหรรณพทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนอ่าน Dean Koontz ส่วนห่มแดนทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนอ่าน Sidney Sheldon

10.อ้อ อีกเทคนิคที่ชอบมากในนิยายเรื่องนี้ คือการ Flashback เราว่าการ Flashback หลายๆครั้งทำได้นุ่มนวลมากๆ เหมือนการ flashback ในหนังดีๆบางเรื่องเลย

11.ฉากที่ชอบที่สุดในนิยายเรื่องนี้ คือฉากบู๊ของกูรข่า 555 คือถ้าเรากำกับฉากนี้ในละครทีวี เราจะยืดการต่อสู้ให้นานราว 5 นาทีแบบในหนังเรื่อง SO CLOSE (2002, Corey Yuen) 555

12.ปกสวยมาก

13.สรุปว่า รัก “แดนเลฑฑุ์” กับ “โรทัน” มากๆ อาจจะรักตัวละครสองตัวนี้มากกว่าเนื้อเรื่องด้วยซ้ำ 555 คือเราชอบมากๆนะที่นิยาย 3 เรื่องที่เราอ่าน มันสนุกลุ้นระทึกสุดๆเหมือนๆกัน แต่มันมีข้อดีข้อด้อยไม่ซ้ำกัน ในส่วนของกาหลมหรทึกนั้น เราชอบ “ปริศนาพาสนุก” ในนิยายมากๆ และชอบการโยงกับกลบทของไทยมากๆ แต่เราอาจจะไม่ได้รักตัวละครตัวใดมากเป็นพิเศษ

ในส่วนของนิราศมหรรณพนั้น เราชอบโลกแฟนตาซีของมันมากๆ, ชอบที่มันโยงกับวัดเก่าๆในกรุงเทพ และวรรณกรรมเก่าของไทย และชอบการสร้างตัวละครหญิงที่น่าจดจำหลายตัว ยกเว้นตัวนางเอก 555 คือเราไม่ได้รักตัวละครหญิงเหล่านี้นะ แต่เราว่าตัวละครหญิงเหล่านี้มีอิทธิฤทธิ์สูง น่าจดจำมากๆ

ในส่วนของห่มแดนนั้น นิยายเรื่องนี้ดูสมเหตุสมผลมากที่สุด ผู้ร้ายทำในสิ่งที่มีเหตุผลกว่าในกาหลมหรทึก เนื้อเรื่องก็เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เรากลับพบว่า มันทำให้เราอึดอัด อย่างไรก็ดี นิยายเรื่องนี้ลงลึกด้านตัวละครมากยิ่งขึ้น ทั้งตัวของแดนเลฑฑุ์และกูรข่า และมันทำให้เรา “หลงรัก” ตัวละครแดนเลฑฑุ์และโรทันด้วย นอกจากนี้ ความรักระหว่างพระเอก-นางเอกใน “ห่มแดน” ก็ดูชัดเจนมากขึ้น ไม่ลอยๆแบบในกาหลและนิราศมหรรณพ


สรุปว่า ดีมากที่นิยายแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกัน มันทำให้เราอยากอ่านผลงานเรื่องอื่นๆของปราปต์ต่อไปจ้ะ

MY BUDDHA IS PUNK, CAUTIONARY TALE

MY BUDDHA IS PUNK (2015, Andreas Hartmann, Myanmar/Germany, documentary, A+30)

พอดูสารคดีเรื่องนี้ไล่เลี่ยกับหนังเรื่อง SONGS OF REVOLUTION (2017, Bill Mousoulis, Greece) แล้ว ทำให้เห็นเลยว่า ผู้กำกับแต่ละคน “จับจุดโฟกัส” ได้ตรงใจเรามากๆ คือ SONGS OF REVOLUTION มันเป็นหนังที่พูดถึง “เพลงสะท้อนสังคม” ในกรีซน่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยเทียบเคียงกับ MY BUDDHA IS PUNK ได้ เพราะ MY BUDDHA IS PUNK เป็นการนำเสนอวงดนตรีวงหนึ่งที่ระบายความคับข้องใจต่อสังคมเมียนมา หรือระบายแนวคิดทางสังคมออกมาทางเนื้อเพลงของพวกเขา ซึ่งวงดนตรีต่างๆในกรีซก็ทำแบบนี้เช่นกันในหนังเรื่อง SONGS OF REVOLUTION เพียงแต่ว่าปัญหาสังคมของกรีซกับเมียนมามันต่างกันมากพอสมควร เพราะในส่วนของเมียนมานั้น มันเป็นปัญหาเรื่องเผด็จการกับความคลั่งศาสนา แต่ในกรีซมันเป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำสุดขีด

เราว่า Andreas Hartmann จับจุดโฟกัสใน MY BUDDHA IS PUNK ได้ถูกต้อง เพราะหนังนำเสนอบทสนทนาระหว่างนักดนตรีเยอะมาก และนำเสนอ lifestyle ของพวกเขาเยอะมาก แต่ให้เวลาไม่มากเท่าไหร่กับ “เสียงดนตรี” ของพวกเขา และเราว่านั่นแหละ ถูกต้องแล้ว เพราะเราไม่ชอบดนตรีพังค์แบบนี้น่ะ 555 คือเราว่าดนตรีของพวกเขาไม่เข้าทางเรา และเนื้อเพลงของพวกเขาก็ดูไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งมากเท่าไหร่ หนังก็เลยไม่ได้ให้เวลาเราในการฟังดนตรีของพวกเขามากนัก แต่ให้เวลาเราได้ฟังพวกเขาพูดคุยกันแทน และเราว่าพวกเขาพูดคุยกันในเรื่องที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะการโต้เถียงกันในเรื่องศาสนา, ความคิดเรื่องทหาร-ตำรวจ หรือการสอนวงดนตรีรุ่นน้องว่า อย่าไปตั้งชื่อวงว่า “นาซี”

เราชอบมากที่หนังนำเสนอ lifestyle ของวงพังค์วงนี้ด้วย เพราะมันไม่ใช่ lifestyle เท่ๆเก๋ๆ แต่มันคือชีวิตจนๆ กระเสือกกระสน ดิ้นรนกันไป และเป็น lifestyle ที่สะท้อนสภาพบ้านเมืองของเมียนมาได้อย่างดีมากๆเลยด้วย

ในส่วนของ SONGS OF REVOLUTION นั้น หนังไม่ได้ให้เราฟังนักดนตรีคุยกัน และไม่ได้นำเสนอ lifestyles ของนักดนตรีเลย แต่หนังให้เราฟังเพลงและอ่านเนื้อเพลงอย่างเต็มที่ พร้อมกับดูภาพที่เป็นเหมือน fan-made music videos ไปด้วย และเราว่านั่นแหละคือการจับจุดโฟกัสที่ถูกต้องแล้ว เพราะดนตรีใน SONGS OF REVOLUTION มันไพเราะเพราะพริ้งจริงๆน่ะ และเนื้อเพลงมันก็สะท้อนสังคมกรีซได้อย่างน่าสนใจ

เพราะฉะนั้นทั้ง MY BUDDHA IS PUNK กับ SONGS OF REVOLUTION ก็เลยเป็นหนังสองเรื่องที่พูดถึงประเด็นใกล้เคียงกัน แต่จับจุดโฟกัสต่างกันอย่างรุนแรงมาก เพราะ MY BUDDHA IS PUNK ให้ความสำคัญกับชีวิตนักดนตรี แต่ไม่ให้ความสำคัญกับเสียงดนตรี ส่วน SONGS OF REVOLUTION ให้ความสำคัญกับเสียงดนตรี แต่ไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตนักดนตรี แต่หนังทั้งสองเรื่องทำถูกต้องแล้วที่จับจุดโฟกัสแตกต่างกันเช่นนี้ เพราะมันคือการที่ผู้สร้างหนังเข้าใจดีว่าอะไรคือสิ่งที่น่าสนใจอย่างแท้จริงใน subject ของตัวเองน่ะ

CAUTIONARY TALE (2014, Christopher Zawadzki, A+15)

1.ดูแล้วนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเขียนถึงหนังสั้นนักศึกษาไปน่ะ ที่บอกว่าในบรรดาหนังสั้นนักศึกษาแบบ narrative นั้น (ไม่รวมประเภท non-narrative) มันอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ระดับล่างสุดคือเล่าเรื่องไม่ได้, ระดับ 2 คือเล่าเรื่องได้, ระดับ 3 คือได้ทั้งเล่าเรื่องและสื่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร และระดับ 4 คือได้ทั้งเล่าเรื่อง, สื่ออารมณ์ความรู้สึก และมี magic อะไรบางอย่างในหนัง ที่ทำให้หนังมันทรงพลังมากๆ

คือเราว่า CAUTIONARY TALE อยู่ประมาณระดับ 3 สำหรับเราน่ะ คือมันเล่าเรื่องได้ชัดเจน และสื่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ชัดเจน แต่มันยังขาด magic อะไรบางอย่างน่ะ

บางทีมันอาจจะต้องอาศัยผู้กำกับที่มีความเป็นกวี หรือผู้กำกับที่สามารถคิดฉากที่มัน cinematic มากๆออกมาได้ด้วยมั้ง มันถึงจะทำให้หนังออกมาทรงพลังกว่านี้

คือตอนดูจะนึกถึงหนังสั้นของม.กรุงเทพเรื่อง พบ (ALONG TOGETHER) (2009, Wuttipan Deepanya) นะ เพราะหนังเรื่อง “พบ” มันก็เป็นเรื่องผู้ชายที่เอาอัฐิของคนที่ตนรักไปทิ้งในจุดที่ต้องการเหมือนกัน (แต่ใน CAUTIONARY TALE จะเป็นอัฐิของลูกสาว) และหนังทั้งสองเรื่องนี้มันต้องการนำเสนอความรัก, ความเศร้าใจ, การพลัดพราก, การลาจาก, การทำใจเหมือนกัน แต่เราว่า “พบ” มันทำออกมาได้ cinematic กว่าน่ะ หนังมันก็เลยทรงพลังมากๆ

2.นอกจาก CAUTIONARY TALE จะขาด magic แล้ว ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรายังคิดถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเขียนถึงหนังเรื่อง JUST THE THREE OF US (2010, Renaud Bertrand) ด้วย ที่เราบอกว่า เราชอบหนังเรื่อง JUST THE THREE OF US อย่างสุดๆ เพราะมันใส่อะไรที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับพล็อตหลักเข้ามาเต็มไปหมด แต่อะไรที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับพล็อตหลักนี่แหละ ที่มันทำให้ตัวละครในหนังดูเป็น “มนุษย์จริงๆ” สำหรับเรา ไม่ใช่ “ตัวละครที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรองรับธีมหนัง หรือรองรับ message ของหนัง” เท่านั้น

เราว่า CAUTIONARY TALE เหมือนเป็นตัวอย่างของหนังแนวที่ไม่เข้าทางเราน่ะ เพราะถึงแม้ว่าตัวละครใน CAUTIONARY TALE จะดูเป็นมนุษย์ และนักแสดงก็เล่นดี แต่มันเหมือนตัวละครในหนังถูกลดทอนความซับซ้อนของชีวิต, อารมณ์, ความรู้สึกออกไป โดยให้เหลือแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับธีมหนัง หรือ “คติสอนใจ” ที่หนังต้องการจะบอกน่ะ

3.แต่ก็ชอบหนังในระดับ A+15 นะ เราว่ามันก็ทำออกมาได้ดีในระดับนึงน่ะแหละ เราชอบมากๆด้วยที่พระเอกนางเอกดูเหมือนคนธรรมดา, พระเอกมีความน่ารักแบบคนธรรมดา, หนังไม่เร้าอารมณ์มากเกินไป, จบเรื่องได้โอเคประมาณนึง

ฉาก montage ตอนเอาอัฐิไปทิ้งก็ทำออกมาได้ดีมากเลยด้วย เราชอบช่วงนี้มากที่สุดของหนัง


แต่เราว่าหนังขาด magic, ขาดพลังแบบ cinematic และหนังมันให้ความสำคัญกับธีมหนังหรือคติสอนใจของหนังมากเกินไป จนมันทำให้ตัวละครขาดมิติความเป็นมนุษย์ในระดับนึง หรือทำให้จักรวาลในหนังขาดมิติของความเป็นธรรมชาติไป layer นึงน่ะ 

Sunday, August 13, 2017

YOU AND ME XXX (2017, Laddawal Rattanadilokchai, A-)

YOU AND ME XXX (2017, Laddawal Rattanadilokchai, A-)

1.ไก่ได้พลอย
หัวล้านได้หวี
ทาเลนท์วันได้นักแสดงฝีมือดี

2.ฉากป้องกับบุ๊คเซลฟี่ด้วยกันนี่ ชอบสุดๆในระดับ A+30 เลย คือเราโอเคกับช่วงกลางเรื่องอย่างสุดๆเลยนะ

คือช่วงแรกเราเกลียดหนังมาก เพราะ choice ในการกำกับมันไม่เข้าทางเราเลยน่ะ โดยเฉพาะการใส่ดนตรีประกอบ และหนังมันดูโง่มากๆ

แต่พอช่วงกลางเรื่อง เราว่าหนังเริ่มลงลึกในอารมณ์ความรู้สึกตัวละครได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้ว่าการเล่าเรื่องมันยังแหว่งวิ่นอยู่บ้าง

และพอหนังเริ่มเน้นตัวละครบุ๊คนี่ เราก็ชอบในระดับ A+30 เลย

แต่พอดูจนจบ เราก็กลับมารู้สึกไม่ค่อยชอบเหมือนเดิม 555

3.อยากให้สร้างภาคสอง เป็นเรื่องของบุ๊คกับชีวิตของเขาในวงการฟุตบอลมหาลัย ว่ามันจะซู่ซ่าอย่างไรบ้าง 555

4.คือดูหนังเรื่องนี้แล้วก็คิดถึงหนังอย่าง I WANT YOU TO BE (2015, Bundit Sintanaparadee)  นะ คือเราว่าด้วยโครงเรื่องของ YOU AND ME XXX มันสามารถพัฒนาไปเป็นหนังที่เข้าทางเราสุดๆแบบ I WANT YOU TO BE ได้น่ะ แต่น่าเสียดายที่มันไม่เลือกที่จะเป็นแบบนั้น


คือถ้าหากหนังเรื่องนี้มันจะเข้าทางเรา เราก็อยากให้มันลงลึกใน “ความไม่สมหวังในความรัก” ของทั้งสามตัวละครเลย ทั้งป้อง, ปิ๊ก และบุ๊คเลย โดยให้เน้นความเจ็บปวดในใจตัวละครแบบใน I WANT YOU TO BE และให้ตัวละครในหนังเรื่องนี้ลองเลือกใช้ชีวิตแบบตัวละครในหนังเรื่อง TRIAMO (2017, Pathompong Praesomboon) อะไรแบบนี้ คือถ้าหากมันทำแบบนี้ หนังเรื่องนี้ก็จะติดอันดับประจำปีของเราอย่างแน่นอน

AKA SERIAL KILLER (1969, Masao Adachi, Japan, documentary, A+30)

AKA SERIAL KILLER (1969, Masao Adachi, Japan, documentary, A+30)

1.นึกว่าต้องปะทะกับหนังเรื่อง SOUTH (1999, Chantal Akerman) ที่เป็นการถ่าย landscape ของเหตุการณ์ฆาตกรรมเหมือนกัน แต่ SOUTH จะดูง่ายกว่าเยอะ เพราะ SOUTH มีบทสัมภาษณ์ชาวบ้านกลุ่มต่างๆในเมืองที่เกิดเหตุสังหารโหด และเหตุสังหารโหดใน SOUTH มันเป็น hate crime ที่เกิดจาก racism ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายกว่าฆาตกรโรคจิตเยอะ แต่มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าฆาตกรโรคจิต

คือเราว่าฆาตกรโรคจิตแบบใน AKA SERIAL KILLER มันน่ากลัวมากๆก็จริง แต่มันก็ฆ่าคนไปแค่ 4 คน และมันเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย และมันไม่ใช่สิ่งที่จะลุกลามแพร่เชื้อต่อไปได้ง่ายๆน่ะ

แต่เหตุการณ์สังหารโหดใน SOUTH มันเป็น racism ที่คนผิวขาวกลุ่มหนึ่งฆ่าคนผิวดำคนเดียว คือมันมีเหยื่อเพียงแค่คนเดียว แต่ฆาตกรมันมีหลายคน และกลุ่มฆาตกรมันต้องได้รับการปลูกฝังแนวคิดแบบนี้มาจากโครงสร้างสังคมบางสังคมน่ะ คือเหมือนกับว่าเหตุการณ์สังหารโหดใน SOUTH มันสะท้อน “เชื้อร้าย” ที่แฝงอยู่ในตัวคนผิวขาวหลายคนในสหรัฐ และเราก็ไม่รู้ว่าคนผิวขาวคนไหนบ้างที่ถูกไอ้เชื้อร้ายนี้ครอบงำจิตใจ ความคิดความรู้สึกไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ฆาตกรโรคจิตใน AKA SERIAL KILLER เป็นอะไรที่น่ากลัว แต่ “ฆาตกรสติดี” ใน SOUTH นี่เป็นอะไรที่น่ากลัวกว่ามากๆ

2.ดูจบแล้ว เราก็ไม่สามารถหาข้อสรุปอะไรได้นะว่า ภาพ landscape และชุมชนอะไรต่างๆที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้ มันมีส่วนทำให้คนกลายเป็นฆาตกรโรคจิตได้อย่างไรบ้าง

แต่ถึงแม้เราไม่ได้ข้อสรุปอะไร เราก็ชอบที่หนังเรื่องนี้กระตุ้นความคิดเราตลอดเวลาที่ดูน่ะ และมันเป็นสิ่งที่แตกต่างจากหนัง landscape เรื่องอื่นๆ คือหนัง landscape ของ Chantal Akerman มันก็ไม่ได้กระตุ้นความคิดเราแบบนี้, หนัง landscape ของ Marguerite Duras อย่างเช่น LE CAMION (1977) มันก็กระตุ้น “จินตนาการ” ของเรา แต่ไม่ได้กระตุ้นความคิดเชิงวิเคราะห์ของเรา,  หนังของ landscape ของ Teeranit Siangsanoh มันก็ดึงดูดเราเข้าสู่มนต์มายาของ landscape ส่วนหนัง landscape เรื่อง SELF AND OTHERS (2000, Makoto Sato) มันก็ทำให้ภาพ landscape ที่ธรรมดาสามัญ กลายเป็นอะไรที่งดงามสุดๆในสายตาของเราได้

ในส่วนของ AKA SERIAL KILLER นั้น ภาพ landscape ในหนัง ทำให้เราคิดถึงสองสิ่งในเวลาเดียวกันน่ะ นั่นก็คือ

2.1 ภาพนั้นบ่งบอกเป็นนัยถึงแรงจูงใจของฆาตกรโรคจิตหรือเปล่า คือภาพในหนังมันเหมือนกระตุ้นให้เราคิดวิเคราะห์มัน
2.2 เรา “จินตนาการ” ไปด้วยในเวลาเดียวกันว่า ถ้าหากเราเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ “ที่นั่น ในเวลานั้น” ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรบ้าง หรือเราอาจจะรู้สึกอะไรบ้าง

3.แต่เราก็ไม่ได้ข้อสรุปนะ ว่าอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง มันคือ “โลกทุนนิยม”, “โลกอุตสาหกรรม”, “ความแตกต่างระหว่างเมืองใหญ่ที่สกปรกและแออัด กับชนบทอันโล่งกว้าง”, “การมีอยู่ของฐานทัพสหรัฐ”  หรืออะไร และหนังก็ชอบถ่ายภาพขบวนแห่หรือเทศกาลตามเมืองต่างๆเข้ามาด้วย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า “เทศกาลรื่นเริง” ที่ชอบจัดกันตามท้องถนนในญี่ปุ่นนี่ มันมีส่วนทำให้คนกลายเป็นฆาตกรโรคจิตได้ด้วยเหรอ (แต่ดูแล้วนึกถึงขบวนแห่ในหนังอย่าง FLORENTINA HUBALDO, CTE (2012, Lav Diaz) ในแง่ที่ว่า ขบวนแห่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตมนุษย์มันดีขึ้นแต่อย่างใด)

คือเราคิดว่า มันต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆด้วยแหละที่จะทำให้คนเป็นฆาตกรโรคจิต ทั้งสภาพครอบครัวของเขา และความคิดจิตใจของเขาเอง เพราะถ้าหาก landscape + สภาพสังคมเพียงอย่างเดียวเป็น “ต้นเหตุ” คนญี่ปุ่นก็คงเป็นฆาตกรโรคจิตกันไป 30% แล้วล่ะ เพราะคนญี่ปุ่นทั่วไป เขาก็อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกับฆาตกรโรคจิตคนนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาไล่ฆ่าคนแต่อย่างใด คือเหมือนกับว่ามีคนหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ใน landscape เดียวกัน แต่มี 10 ในล้านคนนี้ที่เป็นฆาตกรโรคจิต แล้วเราจะบอกว่า landscape หรือสังคมมันเป็นสาเหตุสำคัญ เราว่ามันก็ไม่น่าจะใช่ มันน่าจะขึ้นอยู่กับความคิดจิตใจของคนคนนั้นเองมากกว่า

4.แต่การที่เราตีความ landscape ในหนังเรื่องนี้ไม่ออก มันก็เป็นเพราะเราไม่มีความรู้เรื่อง landscape และสังคมในหนังเรื่องนี้นั่นแหละ เราเป็น “คนนอก” ของ landscape ในหนังเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราดูภาพ landscape ในหนังเรื่องนี้ มันจึงยากที่เราจะเข้าใจนัยยะแอบแฝงอะไรได้

เราเดาว่า บางทีมันอาจจะคล้ายฉาก “สี่แยกคอกวัว” และ “สี่แยกราชประสงค์” ในหนังอย่าง IN APRIL THE FOLLOWING YEAR, THERE WAS A FIRE (2012, Wichanon Somumjarn) ก็ได้มั้ง คือถ้าหากคนต่างชาติที่ไม่มีความรู้เรื่องการเมืองของไทย มาเห็นฉากคนเดินถนนกันตามปกติในสี่แยกคอกวัว และสี่แยกราชประสงค์ เขาก็อาจจะไม่เข้าใจนัยยะแอบแฝงของมันก็ได้

5.สรุปว่าเป็นหนังฆาตกรโรคจิตที่ชอบสุดๆเรื่องนึง เพราะวิธีการนำเสนอของมันไม่ซ้ำแบบใครเลย และมันกระตุ้นความคิดของเราได้ดีมากๆ โดยใช้ฉาก landscape ในแบบที่หนังเรื่องอื่นๆไม่เคยทำมาก่อน

จริงๆแล้วญี่ปุ่นทำหนังฆาตกรโรคจิตได้ดีสุดๆเลยนะ เพียงแต่มันไม่ทำออกมาเป็น thriller แบบหนังฮอลลีวู้ดเท่านั้นเอง

หนังฆาตกรโรคจิตของญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆที่เราชอบสุดๆก็มีเช่น

5.1 VIOLENCE AT NOON (1966, Nagisa Oshima)
5.2 VENGEANCE IS MINE (1979, Shohei Imamura)
5.3 CREEPY (2016, Kiyoshi Kurosawa)


Monday, August 07, 2017

#BKKY (2016, Nontawat Numbenchapol, A+30)

#BKKY (2016, Nontawat Numbenchapol, A+30)

1.ดีใจมากๆที่เห็นเพื่อนๆใน Facebook หลายคนที่มีอายุน้อยกว่าเรา 20-25 ปีชอบเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ เพราะเราไม่ได้ชอบมากนัก หรือไม่รู้สึกอินมากนักกับเนื้อหาส่วนที่เป็น fiction ในหนังเรื่องนี้ แต่นั่นไม่ใช่เพราะหนังไม่ดี แต่เป็นเพราะความแตกต่างทางอายุ, ความสนใจส่วนตัวของเรา และ “ความตั้งใจของหนัง” ด้วย

2.ที่เราบอกว่า “ความตั้งใจของหนัง” เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่อิน เพราะเราว่าหนังตั้งใจใช้วิธีการคล้ายๆละครเวทีแบบ Brechtian ในการเตือนคนดูเป็นระยะๆว่า “เรากำลังดูหนังอยู่” เพื่อให้ผู้ชมไม่มีอารมณ์ร่วมกับเนื้อเรื่องและตัวละครน่ะ คือหนังทำลาย “อารมณ์ร่วม” ทั้งด้วยการใส่ฉาก “การถ่ายหนัง” เข้ามา และด้วยการใส่บทสัมภาษณ์ของเด็กวัยรุ่นหลายๆคนเข้ามาเป็นระยะๆ และวิธีการแบบนี้ก็เลยทำให้เราไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละคร ทั้งๆที่เราว่าถ้าหากผู้กำกับจะทำเป็น “หนังเร้าอารมณ์ดราม่า” แบบหนังทั่วไป เขาก็มีฝีมือที่จะทำให้มันเป็นหนังดราม่าที่ทรงพลังอย่างรุนแรงมากๆได้

ที่เราว่าเขาน่าจะมีฝีมือ เพราะเราว่าฉาก “บอกเลิก” ที่กล้องตั้งนิ่งๆถ่ายโจโจ้กับคิ้วคุยกันในร้านกาแฟ/ร้านอาหารนี่ มันทรงพลังสุดๆเลยน่ะ มันเจ็บปวดสุดๆสำหรับเรา โดยที่หนังไม่ต้องเร้าอารมณ์อะไรมากมายเลย และนี่ก็เลยเป็นฉากที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้

คือเราเดาเอาเองว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้เลือกใช้วิธีการแบบหนังดราม่าปกติ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากเท่าๆกับ BERMUDA (2016, Phawinee Sattawatsakul) ก็ได้ คือ BERMUDA เป็นหนังไทยที่เราชอบมากเป็นอันดับ 9 ของปีที่แล้วน่ะ และมันพอจะเปรียบเทียบกับส่วน fiction ของหนังเรื่องนี้ได้ในแง่ที่ว่า BERMUDA มันนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์แบบไบเซ็กชวล หรือเลสเบียน หรือ “ไม่มีคำจำกัดความ” ของวัยรุ่นหญิงเหมือนกัน, นางเอกมีปัญหากับพ่ออย่างรุนแรงเหมือนกัน และถ้าเราจำไม่ผิด นางเอกก็ใช้นักแสดงคนเดียวกับหนังเรื่องนี้ด้วย เราก็เลยเดาเอาว่า ถ้าหาก #BKKY มันเลือกทำตัวเป็นหนังปกติ เราก็อาจจะได้หนังดราม่าที่ทรงพลังแบบ BERMUDA เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องนึงก็ได้

3.แต่การที่ #BKKY เลือกใช้ form การเล่าเรื่องที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใครแบบนี้ มันก็เลยเหมือนเป็นการ “ได้อย่าง เสียอย่าง” สำหรับเราน่ะ คือมันเสีย “การมีอารมณ์ร่วมอย่างรุนแรงสำหรับเราไป ทั้งในส่วนของ fiction และในส่วนของสารคดี แต่มันได้ “ความไม่ซ้ำแบบใคร” มาทดแทน คือแทนที่มันจะได้ “หนังดราม่าที่ทรงพลังแบบ BERMUDA” หรือหนังสารคดีที่เนื้อหาน่าสนใจแบบ 101 RENT BOYS (2000, Fenton Bailey, Randy Barbato) ที่สัมภาษณ์ผู้ชายขายตัว 101 คน และนำเสนอบทสัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมา มันกลับได้การผสมผสานกันของ fiction กับ non-fiction ในแบบแปลกๆ ซึ่งเราก็ไม่คิดว่า “มันผสมผสานกันได้อย่างลงตัวสุดๆ” หรือ “มันทรงพลังมากๆ” แต่อย่างใดสำหรับเรานะ แต่ถึงมันไม่ลงตัวสุดๆ และไม่ทรงพลังขั้นสูงสำหรับเรา เราก็ชอบความไม่ซ้ำแบบใครของมันอยู่ดี

4.อีกสาเหตุที่ทำให้เราไม่อินมากนัก หรือไม่ได้ชอบ “เนื้อหา” ของหนังเรื่องนี้มากนัก เป็นเพราะ “รสนิยมส่วนตัว” ของเราด้วยแหละ คือเรารู้สึกว่าชีวิตของโจโจ้ในหนังเรื่องนี้ มันไม่น่าสนใจมากนักสำหรับเราน่ะ คือโดยส่วนตัวแล้ว เราพบว่า เราสนใจชีวิตของวัยรุ่น/นักศึกษาในหนังสารคดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครมากกว่า โดยเฉพาะชีวิตนักศึกษามหาลัยที่ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย อย่างเช่นในหนังสารคดีเรื่อง “เพียงรัก” (EVERYTHING IS FAMILY) (2016, Wisaruta Rakwongwan) ที่เล่าเรื่องของนักศึกษาสาวที่เลี้ยงลูกไปด้วย, ทำงานไปด้วย, เรียนไปด้วย, หนังสารคดีเรื่องMICHIN (2016, Raweenipa Taeoun) ที่เล่าเรื่องของหญิงสาวที่ทำงานเพื่อหาเงินไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลี หรือหนังสารคดีเรื่อง PARTY SINGER (2015, Tunwa Singkru) ที่เล่าเรื่องหญิงสาวที่ทำงานเป็นนักร้องงานเลี้ยง อะไรทำนองนี้

คืออันนี้อาจจะเป็นเรื่องของ “ฐานะ” ด้วยมั้ง เพราะช่วงที่เราเป็นวัยรุ่นนั้น เราต้องอดข้าวกลางวัน 20 วันในช่วงปิดเทอม เพื่อเอาเงินไปซื้อวิดีโอหนังเรื่อง TOP GUN (1986, Tony Scott) หรืออดข้าวกลางวัน 1 สัปดาห์ เพื่อเอาเงินไปซื้อเทปเพลง 1 ม้วนน่ะ เพราะฉะนั้นพอเราได้ดูหนังสารคดีชีวิตวัยรุ่นของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เราก็เลยอินมากๆ หรือรู้สึกว่ามันโดนใจมากๆ และเราจะรู้สึกห่างเหินในระดับนึงจากวัยรุ่นชนชั้นกลางในหนังเรื่องอื่นๆ และยิ่งพอ #BKKY มันลดทอน “emotional involvement” แบบหนังดราม่าทั่วไปลงไปด้วย เราก็เลยยิ่งรู้สึก “เหินห่างทางอารมณ์” จากชีวิตตัวละครมากยิ่งขึ้นไปอีก

5.คือรสนิยมของเราอาจจะชอบ “อารมณ์ความรู้สึกข้างใน” และ “ความแตกต่างกันของมนุษย์แต่ละคน” ด้วยก็ได้มั้ง เพราะฉะนั้นพอหนังเรื่องนี้ลดทอนการบีบเค้นอารมณ์ความรู้สึกข้างในตัวละคร และดูเหมือนจะแสวงหา “จุดร่วมกันของชีวิตวัยรุ่นชนชั้นกลางในกรุงเทพ” แทนที่จะเน้นย้ำเรื่องที่ว่า “มนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน และแต่ละคนต่างก็มี passion ต่ออะไรแตกต่างกัน” มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สะเทือนเราในส่วนของ “เนื้อหา” เหมือนหนังสารคดีเรื่องอื่นๆที่ติดตามถ่ายทำคนรุ่นหนุ่มสาวที่มี passion ต่อสิ่งที่แตกต่างกันไปน่ะ

ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือว่า ใน #BKKY มีตัวละครสองหนุ่มหล่อนักเล่นสเก็ตบอร์ด แต่หนังไม่ได้เน้นนำเสนอ passion ต่อการเล่นสเก็ตบอร์ดอย่างรุนแรงของสองหนุ่มหล่อนี้ ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนังสารคดีเรื่อง WEIRDROSOPHER WORLD (2005, Nontawat Numbenchapol + Rthit Punnikul) ที่เน้นนำเสนอ passion นี้อย่างรุนแรงน่ะ

หรือพอเรานึกถึงหนังสารคดีชีวิตหนุ่มสาวคนไทยเรื่องอื่นๆ ที่เราชอบสุดๆ เราก็พบว่า เรามักจะชอบหนังที่นำเสนอ passion เฉพาะตัวของหนุ่มสาวคนนั้น หรือ “ความไม่เหมือนใคร” ของหนุ่มสาวคนนั้นน่ะ อย่างเช่น TO REACH THE DREAM (2016, Kulyada Jampunyakul) ที่เล่าเรื่องของสาวที่มุมานะกับการตีแบดมินตัน หรือ Q&A: QUEEN & ANXIETY (2014, Punyama Uchanarasamee) ที่สำรวจความกังวลใจเฉพาะตัวของหญิงสาวคนหนึ่ง อย่างเช่นความกังวลใจว่าถ้าย้อมสีผมแล้วจะโดนแม่ด่า

เพราะฉะนั้นที่เขียนมาก็เลยจะบอกว่า content ของหนังเรื่องนี้มันไม่เข้าทางเราเท่าไหร่น่ะ เรามักจะอินกับหนังสารคดีชีวิตหนุ่มสาวไทยที่นำเสนอชีวิตคนโดยเน้นไปที่ “ความไม่เหมือนใคร” ของคนๆนั้น, หรือ passion อย่างรุนแรงในชีวิตของคนๆนั้น หรือหนุ่มสาวที่มีปัญหาทางการเงิน และต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้น content ของหนังเรื่องนี้ในส่วนที่เป็น fiction ก็เลยเป็นส่วนที่เรา “ดูได้เพลินๆ แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันอย่างรุนแรงมากนัก” น่ะ

6.เราชอบส่วนที่เป็นสารคดีมากกว่าส่วนที่เป็น fiction นะ เราว่าตัวคนให้สัมภาษณ์แต่ละคนดูเหมือนให้สัมภาษณ์อย่างมี passion, เปิดเผย, ได้อารมณ์ดีมากๆ

แต่ปัญหาก็คือว่า หนังมันแสวงหา “ความเหมือนกัน” ของชีวิตแต่ละคนนี่แหละ เราว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้จะเข้าทางเราจริงๆ หนังก็คงต้องเลือก focus ที่ “ความไม่เหมือนกัน” ของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนแทน อย่างเช่นให้เนติวิทย์พูดเรื่องการเมืองไปเลย 30 นาที, ให้เด็กเกย์เล่าเรื่องประสบการณ์ทางเพศสมัยมัธยมไปเลย 15 นาทีอะไรทำนองนี้

คือในแง่นึง หนังเรื่องนี้ตอกย้ำความเชื่อของเราโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจน่ะ นั่นก็คือความเชื่อที่ว่า “การทำตามคนอื่นๆเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ซ้ำแบบใคร ทำตามความต้องการของตัวเองจริงๆนี่แหละ คือสิ่งที่ดี” เพราะฉะนั้น “ประสบการณ์ที่ตรงกัน” ของวัยรุ่นหลายคนในหนังเรื่องนี้ ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อเล็กน้อยสำหรับเรา ในขณะที่ประสบการณ์ที่ไม่ตรงกัน อย่างเช่นประสบการณ์ของเนติวิทย์ในส่วนที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางหนังเรื่องนี้ ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเรา

7.เหมือนจะเน้นเขียนถึงแต่สิ่งที่ “ไม่เข้าทางเรา” ในหนังเรื่องนี้ แต่จริงๆแล้วเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 นะ และเราก็รู้สึกว่าเพื่อนๆใน facebook ของเราเขียนถึงข้อดีของหนังเรื่องนี้กันไปมากแล้ว เหมือน “ความรู้สึกชอบ” ของเราที่มีต่อองค์ประกอบอื่นๆในหนังเรื่องนี้ มันได้รับการระบายผ่านทางสิ่งที่เพื่อนๆเราเขียนไปหมดแล้ว 555 เพราะฉะนั้นเราก็เลยเน้นจดบันทึกความรู้สึกของเราในส่วนที่ไม่ได้รับการระบายออกผ่านทางคนอื่นๆแทน

8.ก็ขอสรุปอีกครั้งแล้วกันว่า เราชอบ form มากกว่า content ในหนังเรื่องนี้ คือ content ในหนังเรื่องนี้มันก็ดีและน่าสนใจในระดับนึง แต่เพราะ “ฐานะของเรา”, “รสนิยมส่วนตัวของเรา” “วัยวุฒิของเรา” และ “วิธีการทำลาย emotional involvement” ของหนังเรื่องนี้ มันก็เลยทำให้เราไม่ได้ชื่นชอบ content ของหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ

แต่ในส่วนของ form นั้น เราว่ามันแปลกประหลาดไม่ซ้ำแบบใครดีมาก มันทำให้เรานึกถึงหนังที่เราชอบ form อย่างสุดๆอีกสองเรื่องด้วยกันน่ะ ซึ่งก็คือ DANGER (DIRECTOR’S CUT) (2008, Chulayarnnon Siriphol) และ MY AMERICAN UNCLE (1980, Alain Resnais) ที่มีการนำเสนอ “เรื่องราวดราม่าที่น่าสนใจ” ในแบบที่สกัดกั้นผู้ชมจากการมี emotional involvement กับตัวละครเหมือนๆกัน แต่หนังสองเรื่องนี้ใช้วิธีการที่แตกต่างจาก #BKKY นะ เพราะในขณะที่ #BKKY ใช้ “การถ่ายทำหนัง” และ “การสอดแทรกบทสัมภาษณ์สารคดี” เข้ามาสกัดกั้นการมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครโจโจ้  DANGER (DIRECTOR’S CUT) ก็เล่าเรื่องของการฆาตกรรมในอพาร์ทเมนท์ โดยใส่ text บทภาพยนตร์ กับ “คำวิจารณ์จากอาจารย์สอนภาพยนตร์” เข้าไปในตัวหนังด้วย และการใส่อะไรแบบนี้เข้าไปก็เลยทำให้อารมณ์ลุ้นระทึกแบบหนังฆาตกรรมทั่วไปหายไปจนหมด แต่กลับได้อารมณ์ที่รุนแรงสุดๆแบบใหม่ที่เกิดจากการปะทะกันระหว่าง “ความคิดของผู้สร้างหนัง”, “ตัวหนัง” และ “ความเห็นในเชิงลบของผู้ชมบางคน” ขึ้นมาแทน

ในส่วนของ MY AMERICAN UNCLE นั้น ถ้าเราจำไม่ผิด หนังเล่าเรื่องราวดราม่าชีวิตของตัวละครกลุ่มนึงแบบหนังชีวิตทั่วไปน่ะ แต่อยู่ดีๆก็มีตัวละครอีกตัวนึงมานำเสนอทฤษฎีพฤติกรรม+ทฤษฎีจิตวิทยา เพื่อใช้วิเคราะห์ชีวิตของตัวละครกลุ่มแรก และเขามองชีวิตดราม่าของตัวละครกลุ่มแรกเป็นเหมือนกับ “หนูทดลองในโครงการทางวิทยาศาสตร์” น่ะ เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยมีการลดทอนอารมณ์ดราม่าแบบหนังทั่วไปลงไป แต่มันเกิดความสนุกตื่นเต้นแบบใหม่ขึ้นมาแทน เพราะมันมีการปะทะกันระหว่าง “ชีวิตตัวละครกลุ่มแรก”, “ทฤษฎีที่นำเสนอโดยตัวละครนักวิเคราะห์พฤติกรรม” , “ความเห็นของผู้ชมแต่ละคน ที่อาจจะสอดคล้องหรือไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับนักวิเคราะห์พฤติกรรม” และ “ความไม่รู้หีรู้แตด ไม่เข้าใจอะไรอีกต่อไปในหนังเรื่องนี้” อยู่ด้วย เราก็เลยรู้สึกว่า form ของ MY AMERICAN UNCLE นี่เป็นอะไรที่มันรุนแรงมากๆ

และเราว่าหนังที่มันมี form ที่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ มันเป็นอะไรที่หายากมากๆน่ะ โดยเฉพาะในหนังไทย เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบ #BKKY มากๆ ที่กล้าคิด form แปลกใหม่อะไรแบบนี้ขึ้นมา

9.อยากได้เจฟฟ์กับแจสเปอร์มากๆ ตัดสินไม่ได้เลยว่าจะเลือกใครดี นี่มันผู้ชายในฝันทั้งสองคนเลย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


10.สรุปว่าหนังที่เราชอบมากที่สุดของ Nontawat Numbenchapol ก็ยังคงเป็น GAZE AND HEAR (2010) จ้ะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้ “ดีที่สุด” นะ แต่เป็นเพราะว่า มันเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัว และเรื่องของ target group น่ะแหละ และเราว่ารสนิยมส่วนตัวของเรา ชื่นชอบอะไรแบบ GAZE AND HEAR มากที่สุด