Wednesday, January 31, 2007

FAVORITE ANIMATIONS OF ALL TIME

http://filmsick.exteen.com/20070130/right-now

ชอบ RIGHT NOW มากๆ เพราะอินมากๆกับนางเอกของเรื่อง รู้สึกว่าหนังถ่ายทอดความรู้สึกของนางเอกได้โดนมากๆ และให้อารมณ์ที่ละเอียดอ่อนมาก ฉากที่ชอบมากๆคือฉากที่นางเอกวิ่งเตลิดไปกลางถนนในช่วงท้ายๆเรื่อง (ถ้าจำไม่ผิด)

หนังของ BENOIT JACQUOT ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ
1.PAS DE SCANDALE (1999, A+++++++++++++++)

2.RIGHT NOW (2004, A+++++++++++++++)

3.THE SCHOOL OF FLESH (1998, A+++++++++++++++)

4.THE FALSE SERVANT (2000, A++++++++++)

5.SADE (2000, A)


เคยดูหนังของ ISILD LE BESCO อีก 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

1.LACENAIRE (1990, FRANCIS GIROD, A-)

ตอนนั้น ISILD LE BESCO ยังเด็กมาก และรับบทเป็นเด็ก 8 ขวบในหนังเรื่องนี้ จำไม่ได้แล้วว่าเธอเล่นเป็นใครในเรื่อง

2.SADE
เธอเล่นได้ดีมาก โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆเรื่อง

3.GIRLS CAN’T SWIM (2000, ANNE-SOPHIE BIROT, A-)
หนังวัยรุ่นเลสเบียนที่จบได้ดีมาก

http://filmsick.exteen.com/20070130/les-escargot

ขอบคุณมากค่ะที่นำ LES ESCARGOTS (1965, RENE LALOUX, A+) มาให้ดูกัน ชอบหนังเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ เคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อนานมากแล้ว จนลืมหนังเรื่องนี้ไปแล้ว รู้สึกดีใจที่ได้มาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง

ยังไม่ได้ดู FANTASTIC PLANET เลย แต่หนังแอนิเมชั่นที่ชอบที่สุดในชีวิตรวมถึงเรื่อง

1.THE THREE INVENTORS (1980, MICHEL OCELOT, A++++++++++)
http://www.pariscinema.org/2003/programme/afca.php

ถ้าจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนที่ทำจากการนำกระดาษขาวมาตัดเป็นตัวละครและฉาก หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัวที่มีพ่อแม่และลูกสาว ทั้ง 3 คนเป็นนักประดิษฐ์ นักค้นคิดนวัตกรรมใหม่ๆที่น่ารักมาก พวกเขาคิดค้นสิ่งแปลกๆใหม่ๆที่น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนได้มากมาย แต่ประชาชนกลับระแวงสงสัยในตัวพวกเขา เพราะเห็นว่าพวกเขาทำในสิ่งที่แปลกแตกต่างจากคนทั่วไปในสังคม ทางด้านผู้นำทางการเมืองและศาสนาก็ระแวงในตัวพวกเขา และในที่สุดครอบครัวนี้ก็ต้องพบกับจุดจบที่โหดร้ายทารุณที่สุด

MICHEL OCELOT เคยกำกับหนังการ์ตูนเรื่อง KIRIKOU AND THE SORCERESS (1998, A)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/51/67/kirikou.jpg

รูปจาก AZUR AND ESMAR (2006, MICHEL OCELOT)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/52/37/18699465.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/52/37/18699466.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/52/37/18699467.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/52/37/18699468.jpg


2.IMPRINT (1975, JACQUES CARDON, A+++++++++++++++)

Surrealistic cartoon which satirises the pressures of social conformity

ไม่แน่ใจว่าหนังที่ดิฉันชอบมากคือหนังเรื่องนี้หรือเปล่า หนังที่ดิฉันชอบมากคือเรื่องของคนในสังคมนึงที่มีรอยบุ๋มตรงกลางหลัง เพราะคนกลุ่มนี้มีหน้าที่รองรับ “ฝ่าเท้า” ของคนอีกกลุ่มนึงในสังคม โดยที่รอยบุ๋มตรงกลางหลังมีไว้เพื่อให้ชนชั้นปกครองวางเท้าลงบนกลางหลังของคนกลุ่มนี้

จำได้ว่าชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แต่จำชื่อหนังอย่างแน่นอนไม่ได้ แต่ถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะเป็นหนังเรื่องนี้แหละ

ดูรูปผลงานของ JACQUES CARDON ได้ที่
http://www.irancartoon.com/100/exhibition/cardon/
http://www.irancartoon.com/100/exhibition/cardon/007.gif
http://www.irancartoon.com/100/exhibition/cardon/021.gif
http://www.irancartoon.com/100/exhibition/cardon/091.gif
http://www.irancartoon.com/100/exhibition/cardon/050.gif
http://www.irancartoon.com/100/exhibition/cardon/048.jpg


3.FOR YOU (2000, HEIDI KOCEVAR, A++++++++++)
The changing faces of love are shown through the attempts of a man to capture his beloved forever. It was painted with clay straight under the camera and is strongly influenced by the paintings of Rene Magritte.


4.DAS DRITTE FENSTER (THE THIRD WINDOW) (1998, FRITZ NORDHOLT + HANNA STEINGROBE, A+++++)
หนังแอนิเมชั่นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางรูปทรงของสิ่งต่างๆ ดูแล้วงงมาก ดูหลายรอบแล้วก็ยังงงๆ แต่ชอบมาก


5.WE HAVE EXPLOSIVE มิวสิควิดีโอของวง THE FUTURE SOUND OF LONDON

ดูมิวสิควิดีโอเพลงนี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=e3zDV5V3SPg


6.ไอ้จุก (1997, อธิปัตย์ กมลเพ็ชร, A+++++)


7.A FEATHER STARE AT THE DARK (2003, TUJI NAOYUKI, A+++++)


8.ACHILLES (1996, BARRY PURVES, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0164317/

หนังแอนิเมชั่นดินน้ำมันเกย์เกี่ยวกับความรักระหว่างอาคิลลีสและหนุ่มน้อยเปโตรคลัสในสงครามกรุงทรอย หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้มีฉากการรุมข่มขืนด้วย

In Claymation, we see the story of Achilles. He loves Patroclus; they carry that love with them when the Greeks seek revenge on Troy. After nine years of assault on the city, Achilles goes into a funk and withdraws from the battle when he decides that Agamemnon, the Greek king, has denied him his due spoils, a captured Trojan slave girl. In Achilles' absence, Patroclus leads the Greeks into battle, with tragic consequences. To avenge his loss and absolve his grief, Achilles faces Hector.


9.ALICE (1988, JAN SVANKMAJER, A+)


10.MOUNT HEAD (2002, YAMAMURA KOJI, A+)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=RE0-IFw3ZeA


ตอบน้องบอส

1.อยากเป็นอย่างคาเมรอน ดิแอซมากกว่าค่ะ แต่ไม่ต้องได้ผัวหล่อถึงขั้นจูด ลอว์ก็ได้ เอาแค่หน้าตาแบบที่พบได้ตามถนนข้าวสารแค่นั้นก็พอแล้ว

ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกผูกพันกับตัวคาเมรอน ดิแอซมากกว่า เพราะถึงแม้ดิฉันจะมีฐานะแตกต่างจากตัวละครตัวนี้ราวกับท้องฟ้าและหุบเหว แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองรักใครได้ยากเหมือนอย่างคาเมรอน ดิแอซในเรื่องนี้ และก็รู้สึกชอบมากที่เธอรีบเสนอตัวให้จูด ลอว์ในทันที ไม่ได้ทำตัวโง่ๆเหมือนอย่างตัวละครหญิงน่ารำคาญในหนังเรื่องอื่นๆ

2.ตอนจบในชีวิตของดิฉันเหมือนกับตอนจบของ A SUMMER’S TALE (1996, ERIC ROHMER, A+++++++++++) ค่ะ นั่นก็คือไม่ได้มีเซ็กส์กับชายหนุ่มผู้น่าปรารถนาแต่อย่างใด แต่ก็ได้พูดคุยกับเขาและได้มีความสุขจากการได้ใกล้ชิดกับเขาเพียงชั่วเวลา 2-3 วันนั้น ฮ่าๆๆๆ ส่วนใหญ่แล้วชายหนุ่มที่ดิฉันเข้าไปคุยด้วยเป็น STRAIGHT ค่ะ แต่ช่วงนั้นดิฉันมักจะไปเที่ยวชายหาดกับเพื่อนๆผู้หญิง ดิฉันก็เลยทำหน้าที่เป็นแม่สื่อชักนำชายหนุ่มฝรั่งต่างชาติที่น่าสนใจมาให้เพื่อนๆผู้หญิงได้รู้จัก ส่วนตัวดิฉันเองนั้นไม่ได้แอ้มเขาแต่อย่างใด ซึ่งจุดนี้ทำให้รู้สึกผูกพันกับตัวละครนางเอกของ A SUMMER’S TALE มากยิ่งขึ้น เพราะนางเอกของ A SUMMER’S TALE ก็มีฐานะเป็นเหมือน “เพื่อน” ของพระเอก (MELVIL POUPAUD) เท่านั้น ส่วนพระเอกเองนั้นมีตัวละครที่เป็นสาวคนรักอีก 2 คนในเรื่อง ถ้าจำไม่ผิด ความรู้สึกของนางเอกที่มีต่อพระเอกในช่วงต้นเรื่องก็คงจะเป็นเพียงแค่มิตรภาพเฉยๆเหมือนกัน และก็คงจะเอาใจช่วยให้พระเอกสมหวังในความรัก ก่อนที่จะรู้สึกในภายหลังว่าอยากเป็นคนรักพระเอกเสียเอง


3.ชอบ THE CHILD มากในระดับ A+ ค่ะ แต่รู้สึกชอบหนังอีกสองเรื่องของผู้กำกับคู่นี้มากกว่า นั่นก็คือ LA PROMESSE (1996, JEAN-PIERRE DARDENNE + LUC DARDENNE, A+) และ THE SON (2002, JEAN-PIERRE DARDENNE + LUC DARDENNE, A+) สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่า

3.1 รู้สึกอินกับตัวละครพระเอกของ LA PROMESSE และ THE SON มากกว่า เพราะพระเอกของหนังสองเรื่องนี้ทำสิ่งต่างๆในแบบที่ใกล้เคียงกับตัวดิฉันมากกว่า ในขณะที่พระเอกของ THE CHILD อาจจะตัดสินใจทำในหลายสิ่งหลายอย่างที่ดิฉันคงไม่ตัดสินใจทำแบบนั้น ขณะที่ดู THE CHILD ดิฉันจึงรู้สึกว่าตัวละครตัวนี้อาจจะสมจริงมากก็จริง แต่ไม่ใช่ตัวละครแบบที่ดิฉันจะ IDENTIFY ด้วยได้มากนัก หรือไม่ใช่ตัวละครแบบที่ดิฉันจะเห็นใจหรือเอาใจช่วยมากนัก

ส่วนพระเอกของ LA PROMESSE นั้น เขาต้องตัดสินใจว่าจะช่วยพ่อหรือช่วยเหลือเหยื่อของพ่อ ซึ่งนั่นเป็นปัญหาที่คงสร้างความหนักใจให้ดิฉันอย่างมากๆ ดิฉันจึงค่อนข้างเห็นใจตัวละครตัวนี้มาก ส่วนพระเอกของ THE SON นั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้อภัยหรือแก้แค้น ซึ่งนั่นก็คงเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้ดิฉันอย่างมากๆเช่นกัน อารมณ์ร่วมของดิฉันที่มีต่อหนังสองเรื่องนี้จึงสูงกว่า THE CHILD

อย่างไรก็ดี ถ้าหากไม่นำ THE CHILD ไปเทียบกับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันแล้ว THE CHILD ก็ถือได้ว่าสร้างตัวละครได้น่าสนใจมากๆ เพราะถึงแม้พระเอกคนนี้จะทำผิด แต่เขาก็เป็นตัวละครสีเทา ไม่ใช่ตัวละครสีดำ และหนังก็ถ่ายทอดเรื่องราวของการกลับตัวกลับใจได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติอย่างสุดๆ ถ้าหากไปเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆที่ให้พระเอกกลับตัวกลับใจในตอนจบเหมือนกัน เพราะในหนังเรื่องอื่นๆดิฉันมักจะรู้สึกว่าการกลับตัวกลับใจเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว (อย่างเช่น EMPLOYEE OF THE MONTH และ CLICK) แต่ใน THE CHILD นั้น ดิฉันไม่แน่ใจจริงๆว่าตัวละครจะเลือกเส้นทางชีวิตแบบใดกันแน่จนกว่าจะถึงตอนจบ


4.AN INCONVENIENT TRUTH (A+)

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นการเมืองแฝงๆเช่นเดียวกัน และก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับจุดนี้บ้างเล็กน้อย แต่ก็คิดว่าโดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้น่าจะส่งผลดีต่อสังคมมากกว่าจะส่งผลเสีย รู้สึกว่าข้อมูลหลายอย่างในหนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากๆ

ความรู้สึกจากการดูหนังเรื่องนี้

4.1 รู้สึกดีที่ตัวเองไม่มีลูก เพราะการไม่มีลูกเป็นการช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและทรัพยากรบนโลกได้เยอะมาก

4.2 รู้สึกกลัวอนาคตเหมือนกัน เพราะถ้าโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันก็คงจะทรมานมากๆ เพราะดิฉันเป็นคนขี้ร้อน และจะรู้สึกเป็นทุกข์เมื่อใดก็ตามที่อุณหภูมิสูงเกิน 20 องศาเซลเซียส

4.3 ถ้าหากโลกร้อนขึ้นจริงๆ ได้ยินว่าอาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงมาก และรู้สึกกลัวเรื่องนี้มากเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่จนได้พบกับวิกฤตโลกอย่างรุนแรงเช่นนั้นหรือเปล่า

4.4 รู้สึกกลัวแทนประเทศเนเธอร์แลนด์และไอซ์แลนด์ กลัวว่าสองประเทศนี้จะจมน้ำหายไป เพราะรู้สึกชอบสองประเทศนี้มากๆ

4.5 รู้สึกงงๆที่บางประเทศมีนโยบายเพิ่มจำนวนประชากร อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เยอรมนี ไม่เข้าใจว่าประเทศเหล่านี้จะเอาทรัพยากรธรรมชาติจากไหนมารองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง

4.6 รู้สึกสงสารหมีขั้วโลกเป็นที่สุด

4.7 ได้ยินว่าประเทศแถบยุโรปปีนี้ซวยมาก เพราะหิมะตกน้อยมากจนเล่นสกีแทบไม่ได้ กิจการรีสอร์ทเล่นสกีย่ำแย่ไปตามๆกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นักเล่นสกีหนุ่มบางคนหันมาเปลือยกายเล่นสกี เพราะอากาศมันไม่หนาวอีกต่อไป

นักเล่นสกีที่เปลือยกายเล่นสกีต้อนรับภาวะโลกร้อนคนนี้ชื่อ RAINER SCHOENFELDER โดยข่าวบอกว่าเขาเปลือยกายเล่นสกีเพราะเขาแพ้พนัน

http://english.newslab.ru/news/210498
Wengen, Switzerland, January 10 – 29-year-old Austrian World Cup skier Rainer Schoenfelder went on a ski run naked, wearing only skis, boots and a helmet. The sportsman appeared on the ski track naked after losing bet to his doctor and did not intend it to become the common news, Lenta.ru reported.

Schoenfelder told on his official web site he had hurt his neck and back in a crash last week and lost the bet with his physiotherapist, who had been treating his injuries. However, the skier proved to be mistrustful enough to have vowed to ski naked if his pains had lessened by Wednesday, January 10.

Schoenfelder said, "Somehow I didn't notice the photographer. It was an internal bet and of course the whole thing wasn't planned for the public."

"I am happy, though, that the pains have eased up and that it was not cold when I honored my debt," he added.

Austria's team coach stated Schoenfelder would not be punished, however, he would have to talk to him.

It is worth mentioning air temperature was 10°C at the famed Lauberhorn downhill course.

--ขอให้น้อง merveillesxx สุขภาพแข็งแรงตลอดจนถึงสอบเสร็จนะคะ

--เคยดูหนังเยอรมันเรื่องนึงที่มีเนื้อหาเหมือนกับ THELMA & LOUISE (A+) มากๆ นั่นก็คือเรื่อง BURNING LIFE (1994, PETER WELZ, B) ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่ออะไรกันแน่ เพราะเยอรมันไม่น่าจะจำเป็นต้องนำ THELMA & LOUISE มารีเมคใหม่แต่อย่างใด หรือถ้าหากจะบอกว่าเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันตรงกันโดยบังเอิญ มันก็เชื่อยากสักเล็กน้อยเพราะเนื้อหามันคล้ายกันมากๆ

In the unified Germany, the aspirant of singer Anna (Maria Schrader) drives her old Russian car to a small town trying to get the job of singer in a bar. Meanwhile, the twenty years old Lisa (Anna Thalbach), who is disturbed with the suicide of her father, arrives in the same town. They meet each other by chance in a bank, where they begin a successful career of bank thieves. A nasty detective from the former German Democratic Republic (East Germany) in charge of the investigation starts a touch chase trying to catch them and destroy the empathy of the population for them

หนังอีกเรื่องที่มีเนื้อหาคล้ายกับ THELMA & LOUISE คือ LEAVING NORMAL (1992, EDWARD ZWICK) แต่ดิฉันยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้
http://www.imdb.com/title/tt0104697/

--ชอบ THE BARBARIAN INVASIONS ในระดับ A- เพราะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครพ่อ-ลูกในหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ชอบหนังเรื่อง JESUS OF MONTREAL (1989, DENYS ARCAND) ในระดับ A
http://www.imdb.com/title/tt0097635/

--อิจฉาน้องมากๆที่มีเวลาอ่านหนังสือหลายเล่ม ส่วนดิฉันนั้นเพิ่งอ่านการ์ตูน “คริสตัลดรากอน เล่ม 16” จบค่ะ

1 comment:

Anonymous said...

สวัสดีครับ แวะมาทักทายนะ ช่วงนี้งานยุ่งมากจริงๆ ได้แค่ดูหนัง แต่เวลาจะเอามาเขียนลงในบล๊อค...ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เศร้าใจเจงงงงงงงงง เซ็ววัยรุ่นตอนปลาย (แต่ตัวเลขข้างหน้าเป็น 3 ขึ้น)

ตี๋หล่อมีเสน่ห์