Thursday, September 22, 2016

XUAN ZANG

XUAN ZANG (2016, Huo Jianqi, China/India, A+30)
เสวียนจ้าง บุรุษพุทธานุภาพ

1.ถึงจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 หรือชอบสุดๆ แต่ก็ขอขึ้นต้นไว้ก่อนว่าเป็นหนังที่เราเสียดายมากๆเรื่องนึงของปี คือช่วงครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้นี่หนังทำท่าว่าจะติด top ten ประจำปีหรืออันดับหนึ่งหนังต่างประเทศที่เราชอบที่สุดในปีนี่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่เรามีปัญหาบางอย่างกับช่วงหลังๆของหนัง หนังเรื่องนี้ก็เลยหมดสิทธิลุ้นอันดับหนึ่งประจำปีหนังต่างประเทศของเราอย่างแน่นอน แต่ก็ยังคงถือเป็นหนังที่ชอบสุดๆอยู่ดี

2.ช่วงแรกๆของหนังนี่เราชอบสุดๆ คือโดยสไตล์แล้วมันทำให้นึกถึงหนังสองเรื่องที่เรารักมากๆ ซึ่งก็คือ LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson) กับ THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964, Pier Paolo Pasolini)

สาเหตุที่ทำให้นึกถึง LANCELOT OF THE LAKE ก็คือว่า XUAN ZANG มันเป็นการนำเสนอภาพพระถังซัมจั๋งในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนน่ะ คือก่อนหน้านี้เราเคยดูไซอิ๋วมาแล้วประมาณ 10 เวอร์ชั่นได้มั้ง ซึ่งมันเป็นการเล่าเรื่องพระถังซัมจั๋งในแบบนิทานอภินิหารสูง มีปีศาจ มีการต่อสู้ มีฉากแอคชั่นอะไรต่างๆมากมาย แต่พระถังซัมจั๋งใน XUAN ZANG กลับได้รับการนำเสนอในฐานะมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่นิทาน ไม่มีอภินิหาร มีแต่เลือดเนื้อจิตวิญญาณของมนุษย์จริงๆ และมีการลดทอนความดราม่าและความแอคชั่นลงอย่างรุนแรงมากเมื่อเทียบกับหนัง/ละครทีวีไซอิ๋วเวอร์ชั่นอื่น

มันก็เลยทำให้นึกถึง LANCELOT OF THE LAKE ที่เป็นการเอาตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์มาเล่าในแบบ minimal ที่สุด คือเวลาพูดถึงตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม เราก็มักจะนึกถึงฉากแอคชั่น, การรบพุ่งของอัศวินผู้กล้า, เวทมนต์ แต่ LANCELOT OF THE LAKE กลับเป็นอะไรที่ minimal มากๆ และฉากที่ติดตาที่สุดในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ฉากแอคชั่นผจญภัยอะไรเลย แต่เป็นฉากที่ผู้ชมการแข่งขันประลองอะไรสักอย่าง หันคอไปทางซ้ายและทางขวาเพื่อชมการแสดง 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้นึกถึง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW ก็เป็นเพราะว่า ทั้ง XUAN ZANG และ THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW เป็นหนังที่พูดถึงศาสนาและสามารถสร้างความประทับใจทางจิตวิญญาณกับเราได้อย่างรุนแรงน่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่เคยได้รับ ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณแบบนี้กับหนังไซอิ๋วเวอร์ชั่นอื่นๆ หรือจากหนังพุทธๆทั่วๆไปแบบหนังเกี่ยวกับองคุลีมาล หรือหนังอย่าง ขรัวโต” (2015, Somkiat Ruenprapas) จะมีแต่ก็หนังอย่าง WANDERING ธุดงควัตร (2016, Boonsong Nakphoo) เท่านั้นที่สามารถสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณได้ในแบบที่สอดคล้องกับประเด็นทางศาสนาของหนัง แต่หนังที่ทำได้อย่าง ธุดงควัตรก็หาได้ยากมากๆในแวดวงหนังเกี่ยวกับพุทธศาสนา

3.มีฉากที่ทำให้เราร้องไห้ 2 ฉากในช่วงแรก ฉากนึงก็คือฉากที่พระถังซัมจั๋งคุยกับทหารที่คุมหอที่หนึ่ง แล้วทหารคนนั้นกล่าวว่า เขามีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรอที่จะ หลับฝันในตอนกลางคืนเท่านั้น คือเขาใช้ชีวิตในช่วงกลางวันไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อจะได้รอเวลากลางคืน และเขาจะได้นอนหลับฝันในช่วงนั้น ช่วงเวลากลางวันสำหรับเขาไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด มันเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน เขามีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงเพื่อรอเวลาที่จะได้นอนหลับในตอนกลางคืนเท่านั้นเอง

จุดนี้ทำให้เราร้องไห้อย่างรุนแรง เพราะมรสุมชีวิตที่เราเจอในปีนี้ทำให้เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ มันมีบางเดือนในปีนี้ที่เรารู้สึกเหมือน ตกนรกทั้งเป็นทุกๆชั่วโมงที่ตื่นนอนอยู่ และรอเพียงเวลาที่จะได้นอนกอดตุ๊กตาหมีในตอนกลางคืนเท่านั้น มันเหมือนกับว่า ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม ชีวิตคือนรก ชีวิตคือความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด กูเกิดมาทำไม กูจะอยู่ต่อไปทำไม กูอยู่ต่อไปเพียงเพื่อรอเวลาที่จะได้นอนกอดตุ๊กตาหมีในตอนกลางคืนเท่านั้น ส่วนช่วงเวลาอื่นๆของวันเป็นเหมือนการทนอยู่ในนรกไปเรื่อยๆ

คือพอเจอฉากที่ตัวละครคุยกันแบบนี้ในหนังนี่มันทำให้เราร้องไห้เลยนะ ตอนดูฉากนี้นี่นึกว่าหนังเรื่องนี้มีสิทธิลุ้นอันดับหนึ่งหนังต่างประเทศประจำปีนี้ของเราเลยด้วยซ้ำ โดยสามารถแข่งกับ DIARY OF A COUNTRY PRIEST (1951, Robert Bresson) และ EIKA KATAPPA (1969, Werner Schroeter) ได้เลย ในแง่หนังต่างประเทศที่สะเทือนใจเรามากที่สุดที่ได้ดูในปีนี้

4.ส่วนอีกฉากที่ทำให้เราร้องไห้ใน XUAN ZANG คือฉากทะเลทราย คือเราอินกับบางจุดในฉากนี้มากๆน่ะ และมันทำให้นึกถึงหนังอย่าง ALL IS LOST (2013, J. C. Chandor) และ THE SHALLOWS (2016, Jaume Collet-Serra) ที่ทำให้เราอินอย่างรุนแรงเหมือนๆกัน เพราะในหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ ตัวละครมันต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรนอยู่ตามลำพัง และแทบไม่มีความหวังเลยว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ ความหวังของตัวละครในสามเรื่องนี้มันริบหรี่มากๆ และเราอินกับอะไรแบบนี้มาก

5.อย่างไรก็ดี ช่วงครึ่งหลังของ XUAN ZANG ทำให้เราไม่อินมากเท่ากับช่วงครึ่งแรก เพราะตัวพระถังซัมจั๋งมันไม่ต้อง ทุกข์ทรมานอีกแล้วน่ะ ชีวิตตัวละครสบายขึ้นแล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอิน เพราะชีวิตเรายังคงทุกข์ทรมานอย่างมากอยู่

6.จริงๆแล้วช่วงครึ่งหลังของหนังมันเหมือนจะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นหนังที่เข้าทางเราอย่างสุดๆได้นะ เพราะมันมีบางช่วงที่นึกว่าเป็น essay film ที่พูดถึงความแตกต่างระหว่างพุทธมหายานกับพุทธหินยาน ซึ่งถ้าหากมันทำเป็น essay film ที่ debate เรื่องนิกายในศาสนาพุทธอย่างจริงจังไปเลย หนังเรื่องนี้ก็มีสิทธิติดอันดับหนึ่งประจำปีเราอย่างแน่นอน เพราะมันจะกลายเป็นหนังที่ก้าวไปไกลสุดๆเรื่องหนึ่งเท่าที่เราเคยดูมาในชีวิต

แต่น่าเสียดายมากๆที่หนังกลับไม่กล้าแตะประเด็นนี้อย่างจริงจัง เราเดาว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้เข้าข้างพุทธมหายานน่ะ เราเลยได้ฟังแต่ argument ที่เหมือนจะแสดงให้เห็นว่า พุทธมหายานดีกว่าพุทธหินยาน และหนังก็ดูเหมือนไม่กล้านำเสนอ arguments ต่างๆมากนัก บางทีผู้สร้างหนังอาจจะกลัวก็ได้ว่า ถ้าหากนำเสนอเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา มันอาจจะเป็นการสร้างความแตกแยกทางศาสนาก็ได้ หรือถ้าหากนำเสนอประเด็นนี้อย่างจริงจัง หนังเรื่องนี้ก็จะไม่เข้าข่าย หนังที่สร้างความบันเทิงและจำนวนคนดูหนังเรื่องนี้ก็อาจจะลดน้อยลงไปอีก 

7.แล้วพอช่วงท้ายๆของหนัง หนังก็ยิ่งถอยห่างจากแนวหนังที่เราชอบมากยิ่งขึ้น เพราะมันกลายเป็นเหมือนหนังเชิดชูคุณงามความดีของพระถังซัมจั๋งแบบเน้นถ่ายสวยๆย้วยๆไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าใดๆสำหรับเรา

8.สรุปว่า เราเสียดาย XUAN ZANG มากๆ คือถ้าหากมันทำตัวเป็น essay film ที่ debate ความแตกต่างระหว่างพุทธมหายานกับพุทธหินยานไปเลย หนังเรื่องนี้ก็จะมีสิทธิชิงอันดับหนึ่งประจำปีของเราอย่างแน่นอน หรือถ้าหากมันเน้นนำเสนอความทุกข์ทรมานทางกายและใจของพระถังซัมจั๋งอย่างรุนแรงตลอดทั้งเรื่องไปเลย และทำได้ในระดับที่ทัดเทียมกับหนังของ Robert Bresson และ Pier Paolo Pasolini หนังเรื่องนี้ก็มีสิทธิติดอันดับหนึ่งประจำปีของเราได้เช่นกัน แต่น่าเสียดายที่มันทำไม่ได้แบบนั้น

No comments: